(1) - กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ชูโมเดลจิตอาสาแยกขยะปั้นผู้นำสิ่งแวดล้อม

นางภาวินี ณ สายบุรี รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงลดคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อขยายผลการจัดการขยะที่ต้นทางให้เกิดประสิทธิภาพครอบคลุมทั่วประเทศ โดยใช้โมเดลจิตอาสาคัดแยกขยะเป็นแบบอย่างในการดำเนินงาน ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้กิจกรรมจิตอาสาตามแนวพระราชดำริ ว่าสส.ได้รับมอบให้ขยายผลการดำเนินงานด้านจิตอาสาการจัดการขยะที่ต้นทางเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวมถึงเพื่อพัฒนาทักษะการเป็นวิทยากรและขยายเครือข่ายจิตอาสาการจัดการขยะที่ต้นทาง ให้ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดโดยใช้โมเดลจิตอาสาคัดแยกขยะ หรือ ?สนามหลวงโมเดล : ทำดีเพื่อพ่อจิตอาสาคัดแยกขยะ? เป็นต้นแบบในการถ่ายทอดขยายผลจิตอาสาการจัดการขยะที่ต้นทาง

รองอธิบดี สส.กล่าวต่อว่า แต่ละปีคนไทยทิ้งขยะรวมกันกว่า 27 ล้านตัน ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย พบว่าปริมาณขยะในไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าการจัดการขยะมูลฝอยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังพบว่ามีขยะพลาสติกเพียง 5 แสนตันจาก 2 ล้านตันที่ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และมีขยะที่ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้องอีกกว่าร้อยละ 27 รวมทั้งยังมีการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณประโยชน์ ทำให้ขยะจากบกปะปนลงสู่ทะเล.

หมวดหมู่: ขยะ

 


(2) - ทั่วโลกกำจัดขยะ (พลาสติก) แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันอนุรักษ์พลังงาน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อโลก ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติกล้นเมืองที่ไหลลงสู่ทะเลกลายเป็นปัญหาระดับโลก ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย ซึ่งขณะนี้หลายประเทศให้ความสนใจและร่วมมือกันหาวิธีแก้ไข ทั้งการกำหนดนโยบายในการจัดการขยะ รวมถึงมาตรการลดเลิกใช้ถุงพลาสติก และการรณรงค์รีไซเคิล เพื่อร่วมมือกันกำจัดหรือลดจำนวนขยะพลาสติกลง และหันมาเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ประเทศสวีเดน เป็นประเทศอันดับที่ 1 จากทุกประเทศทั่วโลกที่มีกระบวนการจัดการขยะ กลายเป็นประเทศหนึ่งเดี่ยวที่ได้เริ่มต้นโครงการคัดแยกขยะ และนำขยะที่คัดแยกแล้วกลับมาใช้เป็นพลังงานใหม่ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1940 ซึ่งในปัจจุบันประเทศสวีเดนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่นำขยะกลับมาใช้เป็นพลังงานได้โดยแทบไม่ก่อให้เกิดมลพิษใด ๆ และสามารถนำขยะไป Reuse ได้จำนวนมากถึง 96% และยังมีโครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศได้มากกว่า 810,000 ครัวเรือน ขณะเดียวกัน สวีเดนมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกที่เก็บเงินค่าขวดพลาสติกจากผู้บริโภคที่ไม่นำขวดพลาสติกที่ใช้เสร็จแล้วไปคืน ณ จุดรับคืน เป็นต้น และได้ริเริ่มระบบมัดจำถุงพลาสติกโดยมีราคาคิดเป็นเงินบาทไทยจะอยู่ที่ 1.86 บาท ต่อใบ เป็นมาตรการป้องกันการทิ้งถุงพลาสติกไปอย่างเสียเปล่านั่นเองประเทศเยอรมนี ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งขยะรีไซเคิล ปี ค.ศ. 1996 เคยครองอันดับ 1 ของโลก โดยประเทศเยอรมนีได้ออกกฎหมายควบคุมขยะมูลฝอยกระจายออกไปในทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการผลิต จำหน่าย หรือ บริโภค รวมถึงให้คัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีรีไซเคิลจากร้านค้าทุกร้านที่มีถุงพลาสติกแจกลูกค้า และมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคส่งคืนขวดเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป โดยมาตรการดังกล่าวนี้ทำให้บริษัทเครื่องดื่มต่าง ๆ ในประเทศเยอรมนี เลือกที่จะผลิตขวดพลาสติกที่สามารถใช้ซ้ำได้ออกสู่ตลาด เพราะการผลิตขวดพลาสติกใช้ซ้ำช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้จำนวนมากหากเทียบกับการผลิตขวดพลาสติกใหม่ เป็นผลทำให้จำนวนขวดพลาสติกในท้องตลาดของประเทศเยอรมนีเป็นขวดพลาสติกชนิดใช้ซ้ำมากถึง 64% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ ภูมิภาคของประเทศเยอรมนีได้เป็นอย่างดี

ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการลดการใช้พลาสติก ในปี ค.ศ. 2003 โดยมีการเก็บภาษีถุงพลาสติกจากผู้ค้าปลีกเพื่อกดดันให้ร้านค้าปลีกคิดค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกกับลูกค้า และยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั่วไปใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ทำให้ประเทศเดนมาร์กลดการใช้ถุงพลาสติกจากเดิมได้ถึง 66% นอกจากนี้ยังมีระบบมัดจำค่าขวดที่เก็บเงินค่าขวดพลาสติกเพิ่มจากราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคนำขวดมาคืนเพื่อรับเงินที่มัดจำไว้ และนำขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จะนำไปรีไซเคิลต่อไป ซึ่งทำให้สามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้ถึง 90% ของขวดพลาสติกที่รับคืนในระบบประเทศอังกฤษ ดำเนินการนโยบายเก็บภาษีถุงพลาสติก และห้ามใช้พลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง ในปี ค.ศ. 2015 อังกฤษได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกจากผู้บริโภคในร้านค้าใหญ่ ๆ ใบละประมาณ 2.14 บาท และยังมีแผนที่จะนำระบบมัดจำขวดพลาสติกมาใช้ รวมทั้งห้ามใช้หลอดดูดพลาสติก แท่งพลาสติกสำหรับคนกาแฟ และ ก้านสำลีแคะหู ซึ่งถือว่าวิธีการดังกล่าวทำให้ประเทศอังกฤษสามารถลดการใช้พลาสติกได้มากกว่า 80% ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 13 ล้านปอนด์ ซึ่งช่วยให้ประเทศอังกฤษอนุรักษ์พลังงานได้มากมายมหาศาลต่อไปในอนาคตประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ยังไม่มีคำสั่งห้ามหรือการเก็บภาษีกับถุงขยะพลาสติกทั่วประเทศ แต่ก็มีบางรัฐที่ออกกฎมาตรการควบคุมพลาสติกก็คือ ซานฟรานซิสโก ถือเป็นเมืองแรกของอเมริกาที่มีการห้ามถุงพลาสติกเด็ดขาด ซึ่งนโยบายนี้ได้ผลักดันให้ชาวเมืองใช้ถุงที่สามารถใช้ซ้ำได้ (Reusable Bags) ด้วยการวางขายถุงกระดาษใส่ของที่ย่อยสลายได้ไว้ที่จุดแคชเชียร์ ทำให้ลดมลพิษจากถุงพลาสติกได้ถึง 72% และในปี ค.ศ. 2009 วอชิงตัน ดีซี ก็มีการเก็บภาษีถุงพลาสติกเหมือนกัน โดยภาษีที่เก็บได้ถูกนำเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งนโยบายนี้สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 85% จึงทำให้ลดมลพิษช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศได้มากที่สุดประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ. 2011 ออสเตรเลียมีการห้ามใช้ถุงพลาสติกชนิด PE แบบใช้ครั้งเดียวทุกชนิดที่บางกว่า 35 ไมครอน โดยรัฐบาลออสเตรเลียรณรงค์ให้พลเมืองใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reusable Bags) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกำจัดขยะพลาสติกที่จะส่งไปหลุมฝังกลบได้ถึง 1 ใน 3 จากปริมาณเดิม และเมื่อไม่นานมานี้ในออสเตรเลียได้เริ่มนำมาตรการไม่ให้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งให้แก่ลูกค้าอีก เพื่อมุ่งให้เกิดการลดพลาสติกประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศเอเชียที่อยู่ในอันดับ 3 ของการเป็นประเทศที่มีวิธีการจัดการขยะมากมาย เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการจัดการขยะในประเทศมาก ซึ่งประชากรชาวญี่ปุ่นทุกคนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบการจัดการขยะในประเทศของตนเองเป็นอย่างดีและมีระเบียบวินัย ประกอบกับการออกกฎหมายสำหรับการจัดการขยะพลาสติก ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในด้านการจัดการขยะสูง ถือว่ากฎหมายดังกล่าวสามารถลดการทิ้งขยะได้ถึง 40% ทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศญี่ปุ่นจากเรื่องขยะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จึงมีอัตราการใช้ถุงพลาสติกค่อนข้างสูงตามไปด้วย แต่ในปี 2008 รัฐบาลจีนได้มีคำสั่งห้ามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าจัดเตรียมถุงพลาสติกฟรีที่มีขนาดบางกว่า 0.25 มิลลิเมตร ให้กับลูกค้า และเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อใช้ถุงพลาสติก ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้จีนลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 40,000 ล้านใบ

กลุ่มประเทศอาเซียน ประกอบด้วย อินโดนีเซีย กัมพูชา เมียนมาร์ และมาเลเซีย

อินโดนีเซีย ปี ค.ศ. 2016 อินโดนีเซียใช้งบประมาณถึง 1 พันล้านในการลดปริมาณขยะพลาสติก โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้ทดลองเก็บภาษีถุงพลาสติก แม้ในช่วงต้นจะเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็สามารถลดปริมาณถุงพลาสติกได้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศกัมพูชา ปี ค.ศ. 2019 กัมพูชาตั้งเป้าลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ 50% โดยเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากผู้บริโภค ขณะที่ทางการกำลังพิจารณาห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.03 มิลลิเมตร และมีความกว้างน้อยกว่า 30 เซนติเมตร และจะเก็บเงินค่าถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นทั่วประเทศในปีนี้ (ค.ศ.2020) สำหรับประเทศเมียนมาร์ ปี ค.ศ. 2009 บริษัทผู้ผลิตถุงพลาสติกในย่างกุ้งได้รับคำสั่งจากรัฐบาลในขณะนั้นให้ยกเลิกการผลิตถุงพลาสติก พร้อมกับได้ออกมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกในหลายเมือง ส่วนประเทศมาเลเซีย เก็บภาษีถุงพลาสติกเฉพาะเขตเมืองปีนัง พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟมเฉพาะวันเสาร์ ทั้งยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ด้วยการกำหนดให้ผู้ค้าปลีกในห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องยอมรับข้อกำหนดนี้ และผู้ซื้อต้องการใช้ถุงพลาสติกจะต้องจ่าย 20 เซ็นต์ต่อถุงพลาสติก 1 ใบ เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างหาวิธีการแก้ไขอย่างยั่งยืน หากมองกลับมาที่ประเทศไทยของเรา เป็นประเทศที่มีปัญหาขยะพลาสติกปริมาณมากและทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ส่งผลให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดมาตรการให้ลดเลิกและงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 100% รวมถึงมาตรการสนับสนุนให้เลือกใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2022 ประเทศไทยจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ประมาณ 0.78 ล้านตันต่อปี
Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 97 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ GREEN World โดย กองบรรณาธิการ

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


(3) - ถังหมักรักษ์โลก?เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์

ปัจจุบันปัญหาขยะเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันมาก รวมไปถึงวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาขยะแต่ละประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะพูดถึงปัญหาและการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก แต่ความจริงแล้วกว่าร้อยละ 50 ของขยะมูลฝอยทั้งหมด เป็นขยะมูลฝอยประเภทสารอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ ที่แม้จะสามารถย่อยสลายได้เอง แต่ก็ต้องใช้เวลา และต้องมีวิธีจัดการที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค ส่งกลิ่นเหม็น เกิดปัญหาต่อสังคมและสภาพแวดล้อมตามมาอีกมากถังหมักรักษ์โลก (Green Cone) นับเป็นทางเลือกใหม่ของการกำจัดของเสียที่แหล่งกำเนิด ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในประเทศแคนาดา โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่เหลือจากครัวเรือน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเชื้อโรคหรือไปปนเปื้อนกับขยะอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อีกทั้งยังได้ประโยชน์ในเรื่องของธาตุอาหารที่เป็นผลพลอยได้ใช้ในการปรับปรุงดิน ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ที่ได้ชือว่า Green Cone เนื่องจากในต่างประเทศถังต้นแบบที่จัดทำออกจำหน่ายมีสีเขียว และรูปร่างลักษณะของถังดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายทรงกรวยของโคนไอศครีม แต่อีกนัยหนึ่งแม้ไม่ใช่ถังสีเขียวแต่มันก็ถูกออกแบบมาในการลดขยะอินทรีย์ในแนวกรีนๆ เช่นกัน

กระบวนการทำงานของถังหมักรักษ์โลกที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

วัสดุที่ใช้ในการทำถังหมักรักษ์โลก จะประกอบด้วย1. ตะกร้า 1 ใบ2. ถังพลาสติก 2 ใบ (ขนาดเล็ก1 ใบ และขนาดใหญ่ 1 ใบ)วิธีการทำถังหมักรักษ์โลก1. คว่ำถังพลาสติกขนาดเล็กลงในตะกร้า โดยให้มีความลึกลงไปจากปากตะกร้าประมาณ 5 -10 เซนติเมตรโดยจะต้องเหลือช่องของตะกร้าขึ้นมาจากปากถังที่คว่ำลงไป ประมาณ 2 ช่อง จากนั้นทำการตัดก้นถังพลาสติกใบเล็กออก2. คว่ำถังพลาสติกขนาดใหญ่ลงบนปากตะกร้าให้พอดี จากนั้นนำเชือกมาผูกมัดให้ติดกัน ตัดก้นถังใบใหญ่ออกและส่วนที่ตัดออกนำมาทำเป็นฝาปิดการติดตั้งถังหมักรักษ์โลก1. เลือกพื้นที่ติดตั้งถังหมักรักษ์โลก โดยเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดเวลา ไม่ควรอยู่ใต้ร่มเงาไม้ หรือแสงแดดรำไร2. ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่กว่าตะกร้า และมีความลึกมากกว่ารอยต่อของตะกร้าและถังพลาสติกใบใหญ่เมื่อวางลงไป3. นำถังหมักรักษ์โลกที่ทำการประกอบเสร็จเรียบร้อยวางลงไปกลางหลุมที่ขุดไว้ และกลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมา โดยการกลบจะต้องกลบแบบหลวมๆ ไม่อัดดินให้แน่น4. จากนั้นก็นำเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือนมาเททิ้งใส่ถัง โดยระมัดระวังไม่ให้เศษอาหารตกเข้าไปในช่องระหว่างถังพลาสติกใบเล็กและถังพลาสติกใบใหญ่

หลักการทำงานของถังหมักรักษ์โลก

ถังหมักรักษ์โลกเป็นการใช้ประโยชน์จากกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ภายในดินที่มีอยู่เดิม มาทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ แต่หากบริเวณใดเป็นดินเสื่อมโทรมมีจุลินทรีย์ตามธรรมชาติอยู่น้อย ก็อาจจะเพิ่มจุลินทรีย์ได้โดยการเติมขี้วัว หรือเติมน้ำหมักชีวภาพเข้าไปรองพื้นตระกร้าก่อนเทเศษอาหารได้หลักการหมักจะเป็นการหมักโดยกระบวนการของจุลินทรีย์แบบใช้ก๊าซออกซิเจนซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นน้อยมากเมื่อเทียบกับการหมักแบบอื่นๆ ดังนั้น ก๊าซออกซิเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับถังหมักรักษ์โลก โดยการออกแบบถังจะมุ่งเน้นให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศเพื่อให้ก๊าซออกซิเจนเดินทางเข้าสู่วัสดุหมักได้อย่างทั่วถึง โดยก๊าซออกซิเจนจะเข้าสู่ถังหมักได้ 2 ช่องทาง คือ ผ่านช่องว่างของเม็ดดินที่กลบลงไปอย่างหลวมๆ รอบถังและรอดรูของตระกร้าเข้าสู่วัสดุหมักด้านล่าง และทางฝาปิดด้านบนผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างถังเล็กและถังใหญ่ เมื่อแสงแดดส่องลงมาจะทำให้อุณหภูมิของอากาศภายในถังสูงขึ้น อากาศที่ถังด้านล่างจะยกตัวลอยสูงขึ้นด้านบน เกิดการดูดหมุนเวียนอากาศใหม่จากภายนอกเข้ามาแทนที่ ตัวถังจึงมีออกซิเจนหมุนเวียนตลอดเวลา อีกทั้งช่องว่างระหว่างถังทั้ง 2 ใบเป็นฉนวนอากาศป้องกันความร้อนได้ดีช่วยให้อุณหภูมิภายในถังหมักไม่สูงจนเกินไป ทำให้จุลินทีย์ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการหมักยังคงมีชีวิตอยู่ได้ นอกจากนี้สัตว์ที่เป็นผู้ย่อยสลายขนาดเล็ก เช่น กิ้งกือ และไส้เดือนดินยังสามารถเคลื่อนที่ผ่านรูตะแกรงของตระกร้า เพื่อเข้าไปย่อยสลายเศษอาหารได้อีกทางหนึ่งด้วย ผลผลิตที่ได้จากถังหมักรักษ์โลก คือ ธาตุอาหารต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์และสัตว์ในชั้นดินชนิดต่างๆ จะกระจายแพร่ลงสู่ดินบริเวณรอบๆ ถังหมัก ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นการปลูกผักบริเวณรอบๆ ถังหมักรักษ์โลก จึงเป็นการปลูกต้นไม้โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอีก เพียงแค่เรานำเศษอาหารเทเข้าไปในถังหมัก อาหารเหล่านั้นก็จะเกิดกระบวนการหมัก และเติมธาตุอาหารเข้าไปในดินโดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานได้ส่งเสริมการใช้ถังหมักรักษ์โลกอย่างแพร่หลาย แต่หลายแห่งยังไม่เข้าใจในหลักการทำงานที่ถูกต้องทำให้ถังที่ประดิษฐ์ขึ้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันศูนย์ฯ สิรินาถราชินีได้จัดทำจุดสาธิตถังหมักรักษ์โลกต้นแบบที่ถูกต้องตามหลักวิชาการไว้ในพื้นที่และได้ทดลองใช้งานจริงอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้หรือขอดูต้นแบบถังหมักรักษ์โลกชุดนี้ได้
จะเห็นได้ว่าการทำงานของถังหมักรักษ์โลก เป็นการเปลี่ยนภาระให้เป็นมูลค่า รวมทั้งสามารถช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการจัดการขยะมูลฝอย ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดการขยะมูลฝอย และลดปริมาณขยะมูลฝอยที่ต้องนำไปกำจัดลง ทำให้มีการใช้พื้นที่ฝังกลบซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายในการกำจัดมูลฝอยน้อยลง และสามารถลดปัญหาสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ตามมาได้อีกมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถังหมักรักษ์โลก หรือใช้วิธีการกำจัดขยะแบบใดๆ ก็ตาม จะไม่สามารถทำได้สำเร็จเลย หากไม่เริ่มตั้งแต่ต้นทาง ฉะนั้น สิ่งแรกที่ควรร่วมมือร่วมใจกันทำให้ได้ คือ การแยกขยะจากครัวเรือนของทุกบ้านให้ได้เสียก่อน ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันเริ่มจากตัวเองก่อน แล้วปลายทางก็จะจัดการปัญหาได้ไม่ยากเลย

หมวดหมู่: ขยะ

 


(4) - ลดการสร้างขยะด้วยแนวคิด 3R ลดใช้ นำกลับมาใช้ซ้ำ และรีไซเคิล

คุณรู้หรือไม่ คนไทยสร้างขยะรวมกันมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ มีขยะถูกทิ้งมากถึงเกือบ 1 ใน 5 ของทั้งประเทศ และยังพบว่าปริมาณขยะในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจากข้อมูลล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา มีปริมาณขยะมากถึง 27.4 ล้านตัน เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 1.6% ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ชุมชนเมืองขยายตัว การท่องเที่ยว และปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้นขยะบางส่วนอย่าง ขยะพลาสติก ซึ่งมีปริมาณประมาณ 2 ล้านตัน มีเพียงแค่ 5 แสนตันเท่านั้น ที่ถูกนำไปรีไซเคิล ในขณะที่ส่วนใหญ่แล้วถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ และมีขยะมากถึง 27% ที่ถูกกำจัดด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น การลักลอบทิ้งในที่สาธารณะ ขยะเหล่านี้บางส่วนเล็ดลอดกลายเป็นขยะจากบนบกที่ถูกปะปนทิ้งลงสู่ท้องทะเล ซึ่งกำลังก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางทะเล เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล อย่างที่กำลังประสบภาวะวิกฤตมลพิษทางทะเลอยู่ในขณะนี้คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ปริมาณขยะเหล่านี้ลดลง คำตอบของคำถามนี้คงต้องเริ่มต้นที่ตัวเราทุกๆ คน นั่นคือ การลดการสร้างขยะ โดยเริ่มต้นลดขยะที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันลง และหนึ่งในแนวคิด ในการลดปริมาณขยะ ที่ทุกคนสามารทำได้ง่ายๆ คือ ลดขยะตามแนวคิด 3R (Reduce Reuse and Recycle: 3Rs)

การลดขยะ ด้วยแนวคิด 3R

3R เป็นแนวคิดและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า สามารถช่วยลดปริมาณขยะให้น้อยลง ด้วยการลดการใช้ การนำกลับมาใช้ซ้ำ และการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ (Reduce Reuse and Recycle: 3Rs) โดยเริ่มต้นที่การใช้ให้น้อยลง ลดการใช้วัสดุ ผลิตภัณฑ์ ที่ก่อให้เกิดขยะเพื่อลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น (Reduce) การนำวัสดุ ผลิตภัณฑ์ที่ยังสามารถใช้งานได้ กลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำวัสดุ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานแล้วมาแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือ รีไซเคิล (Recycle)

Reduce ? ลดการใช้ (คิดก่อนใช้)

ลดระดับการใช้ปัจจุบัน ควบคุมปริมาณการใช้ให้อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยลดการใช้ การบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง เพราะการลดการบริโภคของเรา จะช่วยให้เราลดปริมาณขยะที่สร้างขึ้นได้ ในขั้นตอนนี้เริ่มต้นโดยการสำรวจว่าเราจะลดการบริโภคที่ไม่จำเป็นตรงไหนได้บ้าง ตัวอย่าง เช่นลดการสร้างขยะในที่ทำงาน
  • แก้ไขบนหน้าจอไม่ใช่บนกระดาษ เพื่อลดการใช้กระดาษ
  • ใช้อีเมลเพื่อลดการใช้กระดาษ
  • คิดก่อนพิมพ์หรือถ่ายสำเนา พิมพ์และทำสำเนาให้น้อยที่สุด
  • ส่งและจัดเก็บเอกสาร เช่น เอกสารที่จำเป็นและข้อเสนอทางธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์แทนที่จะเป็นกระดาษ
  • เมื่อต้องพิมพ์หรือทำสำเนาให้ทำสองด้าน
  • หมุนเวียนเอกสารแทนการทำสำเนาเฉพาะสำหรับทุกคน
  • เปลี่ยนระยะขอบบนเอกสาร Word ระยะขอบเริ่มต้นของเอกสารที่พิมพ์คือ 1.25 นิ้วทุกด้าน เพียงเปลี่ยนระยะขอบเป็น 0.75 นิ้วจะช่วยลดปริมาณกระดาษที่ใช้ลงเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์
ลดการสร้างขยะในชีวิตประจำวัน
  • ใช้ถุงผ้า ตระกร้า เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก
  • ใช้ผ้าเช็ดหน้าแทนการใช้กระดาษทิชชู่
  • ใช้ปิ่นโต หรือกล่องข้าวใส่อาหาร แทนการใส่กล่องโฟม
  • ปฏิเสธการรับถุงพลาสติก เมื่อซื้อของชิ้นเล็กหรือน้อยชิ้น
  • เลือกซื้อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เลือกทานอาหารที่ร้านแทนการใส่กล่องกลับ
  • หลีกเลี่ยงใช้วัสดุสิ้นเปลืองแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

Reuse ? นำกลับมาใช้ซ้ำ (ใช้แล้วใช้อีก)

การใช้ซ้ำ เป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้มาใช้ซ้ำ ซึ่งบางอย่างอาจใช้ซ้ำได้หลาย ๆ ครั้ง เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำหลายครั้งก่อนทิ้ง ใช้ภาชนะที่สามารถใช้ซ้ำได้ เลือกซื้อสินค้าที่สามารถใช้ซ้ำได้ ซึ่งนอกจากช่วยลดการเกิดขยะแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการตัดต้นไม้ได้เป็นจำนวนมาก
  • เลือกใช้ถ่านไฟฉายแบบชาร์ตได้
  • ดัดแปลงของเหลือใช้เพื่อใช้ประโยชน์
  • เสื้อผ้าเก่านำไปบริจาค หรือถูพื้น
  • ซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ทิ้งเป็นขยะ
  • การใช้กระดาษ 2 หน้า
  • การนำกระดาษรายงานที่เขียนแล้ว 1 หน้า มาใช้ในหน้าที่เหลือหรืออาจนำมาทำเป็นกระดาษโน๊ต

Recycle ? นำกลับมาใช้ใหม่

คัดแยกขยะมูลฝอยแต่ละประเภท ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตของแต่ละประเภทได้
  • ขวดแก้ว กระดาษ พลาสติก โลหะ
  • เลือกซื้อสินค้าที่นำกลับมารีไซเคิลได้หรือที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล
  • นำขยะอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำปุ๋ยหมัก
หากเราทุกคน สามารถทำได้ครบทั้ง 3Rs ก็จะสามารถลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน  ลดการสร้างมลพิษเเก่โลก และยังนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า แทนที่จะถูกทิ้งแล้วนำไปกำจัด และนอกจากช่วยลดปริมาณขยะลงได้แล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรอย่างคุมค่า ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ด้วย

หมวดหมู่: ขยะ

 


(5) - อินโดรามา เวนเจอร์สฯ รีไซเคิลขวด PET ครบ 50,000 ล้านขวด ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50,000 ล้านขวดต่อปีภายใน 2568

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือไอวีแอลบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ได้ดำเนินการรีไซเคิลขวด PET ครบ 50,000 ล้านขวด นับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจรีไซเคิลในปี 2554 ซึ่งมีน้ำหนักเทียบเท่าช้างจำนวนกว่า 200,000 เชือก ความสำเร็จในการรีไซเคิลครั้งสำคัญนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันดิบไปกว่า 3 ล้านบาร์เรล และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 1.65 ล้านตัน และเพื่อสานต่อความสำเร็จ ไอวีแอลตั้งเป้าลงทุน 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อขยายธุรกิจรีไซเคิลทั่วโลกยาโชวาดัน โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านรีไซเคิล อินโดรามา เวนเจอร์ส กว่าวว่า วันนี้ ไอวีแอลได้รีไซเคิลPET ขวดที่ 50,000 ล้านเป็นที่เรียบร้อย นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจรีไซเคิลในปี 2554 ในฐานะบริษัทไทย เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนสำคัญในการบรรลุความสำเร็จอีกขึ้นของการรีไซเคิลระดับโลก และเราจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะ PET เป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งใช้พลังงานและน้ำในการผลิตน้อยกว่าบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้วัสดุชนิดอื่น ภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ คาดว่าไอวีแอลจะสามารถเพิ่มการรีไซเคิล PET เป็น 50,000 ล้านขวดต่อปี


ยาโชวาดัน โลเฮีย กล่าวว่า?เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไอวีแอลเตรียมลงทุนมากถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายธุรกิจรีไซเคิลของเรา ซึ่งจะสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ต่างๆ ที่มีความต้องการใช้ PET รีไซเคิลสำหรับผลิตขวดบรรจุภัณฑ์มากขึ้นอีกความจริงแล้ว ขวด PET ทุกขวดควรถูกนำไปรีไซเคิล เรากำลังผลักดันให้เกิดระบบรีไซเคิลที่เป็นประโยชน์ต่อโลก โรงงานรีไซเคิลทั่วโลกของไอวีแอลมีช่วยเติมเต็มวงจรการใช้ผลิตภัณฑ์และทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับขวด PET?


ริชาร์ด โจนส์ รองประธานอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน กล่าวว่า ?เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากที่ ไอวีแอลบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และเราจะพัฒนาการรีไซเคิลให้เติบโตขึ้นอีกภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ไอวีแอลได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับ โคคา-โคล่า เพื่อก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลที่ทันสมัยในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะผลิต PET รีไซเคิลคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเหมาะสำหรับขวดเครื่องดื่มใหม่ ปัจจุบัน ไอวีแอลสามารถผลิตขวดที่ทำมาจาก PET รีไซเคิล ซึ่งมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย จัดส่งให้กับแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำในยุโรป อเมริกา และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถือครั้งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564?


หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


(6) - ทั่วโลกกำจัดขยะ (พลาสติก) แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันอนุรักษ์พลังงาน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อโลก ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติกล้นเมืองที่ไหลลงสู่ทะเลกลายเป็นปัญหาระดับโลก ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย ซึ่งขณะนี้หลายประเทศให้ความสนใจและร่วมมือกันหาวิธีแก้ไข ทั้งการกำหนดนโยบายในการจัดการขยะ รวมถึงมาตรการลดเลิกใช้ถุงพลาสติก และการรณรงค์รีไซเคิล เพื่อร่วมมือกันกำจัดหรือลดจำนวนขยะพลาสติกลง และหันมาเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทวีปยุโรป รีไซเคิลขยะ ประเทศสวีเดน เป็นประเทศอันดับที่ 1 จากทุกประเทศทั่วโลกที่มีกระบวนการจัดการขยะ กลายเป็นประเทศหนึ่งเดี่ยวที่ได้เริ่มต้นโครงการคัดแยกขยะ และนำขยะที่คัดแยกแล้วกลับมาใช้เป็นพลังงานใหม่ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1940 ซึ่งในปัจจุบันประเทศสวีเดนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่นำขยะกลับมาใช้เป็นพลังงานได้โดยแทบไม่ก่อให้เกิดมลพิษใด ๆ และสามารถนำขยะไป Reuse ได้จำนวนมากถึง 96% และยังมีโครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศได้มากกว่า 810,000 ครัวเรือน ขณะเดียวกัน สวีเดนมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกที่เก็บเงินค่าขวดพลาสติกจากผู้บริโภคที่ไม่นำขวดพลาสติกที่ใช้เสร็จแล้วไปคืน ณ จุดรับคืน เป็นต้น และได้ริเริ่มระบบมัดจำถุงพลาสติกโดยมีราคาคิดเป็นเงินบาทไทยจะอยู่ที่ 1.86 บาท ต่อใบ เป็นมาตรการป้องกันการทิ้งถุงพลาสติกไปอย่างเสียเปล่านั่นเอง ประเทศเยอรมนี ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งขยะรีไซเคิล ปี ค.ศ. 1996 เคยครองอันดับ 1 ของโลก โดยประเทศเยอรมนีได้ออกกฎหมายควบคุมขยะมูลฝอยกระจายออกไปในทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการผลิต จำหน่าย หรือ บริโภค รวมถึงให้คัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีรีไซเคิลจากร้านค้าทุกร้านที่มีถุงพลาสติกแจกลูกค้า และมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคส่งคืนขวดเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป โดยมาตรการดังกล่าวนี้ทำให้บริษัทเครื่องดื่มต่าง ๆ ในประเทศเยอรมนี เลือกที่จะผลิตขวดพลาสติกที่สามารถใช้ซ้ำได้ออกสู่ตลาด เพราะการผลิตขวดพลาสติกใช้ซ้ำช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้จำนวนมากหากเทียบกับการผลิตขวดพลาสติกใหม่ เป็นผลทำให้จำนวนขวดพลาสติกในท้องตลาดของประเทศเยอรมนีเป็นขวดพลาสติกชนิดใช้ซ้ำมากถึง 64% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ ภูมิภาคของประเทศเยอรมนีได้เป็นอย่างดี ประเทศเยอรมนี ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการลดการใช้พลาสติก ในปี ค.ศ. 2003 โดยมีการเก็บภาษีถุงพลาสติกจากผู้ค้าปลีกเพื่อกดดันให้ร้านค้าปลีกคิดค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกกับลูกค้า และยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั่วไปใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ทำให้ประเทศเดนมาร์กลดการใช้ถุงพลาสติกจากเดิมได้ถึง 66% นอกจากนี้ยังมีระบบมัดจำค่าขวดที่เก็บเงินค่าขวดพลาสติกเพิ่มจากราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคนำขวดมาคืนเพื่อรับเงินที่มัดจำไว้ และนำขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จะนำไปรีไซเคิลต่อไป ซึ่งทำให้สามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้ถึง 90% ของขวดพลาสติกที่รับคืนในระบบ ประเทศอังกฤษ ดำเนินการนโยบายเก็บภาษีถุงพลาสติก และห้ามใช้พลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง ในปี ค.ศ. 2015 อังกฤษได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกจากผู้บริโภคในร้านค้าใหญ่ ๆ ใบละประมาณ 2.14 บาท และยังมีแผนที่จะนำระบบมัดจำขวดพลาสติกมาใช้ รวมทั้งห้ามใช้หลอดดูดพลาสติก แท่งพลาสติกสำหรับคนกาแฟ และ ก้านสำลีแคะหู ซึ่งถือว่าวิธีการดังกล่าวทำให้ประเทศอังกฤษสามารถลดการใช้พลาสติกได้มากกว่า 80% ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 13 ล้านปอนด์ ซึ่งช่วยให้ประเทศอังกฤษอนุรักษ์พลังงานได้มากมายมหาศาลต่อไปในอนาคต ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ยังไม่มีคำสั่งห้ามหรือการเก็บภาษีกับถุงขยะพลาสติกทั่วประเทศ แต่ก็มีบางรัฐที่ออกกฎมาตรการควบคุมพลาสติกก็คือ ซานฟรานซิสโก ถือเป็นเมืองแรกของอเมริกาที่มีการห้ามถุงพลาสติกเด็ดขาด ซึ่งนโยบายนี้ได้ผลักดันให้ชาวเมืองใช้ถุงที่สามารถใช้ซ้ำได้ (Reusable Bags) ด้วยการวางขายถุงกระดาษใส่ของที่ย่อยสลายได้ไว้ที่จุดแคชเชียร์ ทำให้ลดมลพิษจากถุงพลาสติกได้ถึง 72% และในปี ค.ศ. 2009 วอชิงตัน ดีซี ก็มีการเก็บภาษีถุงพลาสติกเหมือนกัน โดยภาษีที่เก็บได้ถูกนำเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งนโยบายนี้สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 85% จึงทำให้ลดมลพิษช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศได้มากที่สุด ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ. 2011 ออสเตรเลียมีการห้ามใช้ถุงพลาสติกชนิด PE แบบใช้ครั้งเดียวทุกชนิดที่บางกว่า 35 ไมครอน โดยรัฐบาลออสเตรเลียรณรงค์ให้พลเมืองใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reusable Bags) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกำจัดขยะพลาสติกที่จะส่งไปหลุมฝังกลบได้ถึง 1 ใน 3 จากปริมาณเดิม และเมื่อไม่นานมานี้ในออสเตรเลียได้เริ่มนำมาตรการไม่ให้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งให้แก่ลูกค้าอีก เพื่อมุ่งให้เกิดการลดพลาสติก ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศเอเชียที่อยู่ในอันดับ 3 ของการเป็นประเทศที่มีวิธีการจัดการขยะมากมาย เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการจัดการขยะในประเทศมาก ซึ่งประชากรชาวญี่ปุ่นทุกคนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบการจัดการขยะในประเทศของตนเองเป็นอย่างดีและมีระเบียบวินัย ประกอบกับการออกกฎหมายสำหรับการจัดการขยะพลาสติก ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในด้านการจัดการขยะสูง ถือว่ากฎหมายดังกล่าวสามารถลดการทิ้งขยะได้ถึง 40% ทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศญี่ปุ่นจากเรื่องขยะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จึงมีอัตราการใช้ถุงพลาสติกค่อนข้างสูงตามไปด้วย แต่ในปี 2008 รัฐบาลจีนได้มีคำสั่งห้ามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าจัดเตรียมถุงพลาสติกฟรีที่มีขนาดบางกว่า 0.25 มิลลิเมตร ให้กับลูกค้า และเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อใช้ถุงพลาสติก ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้จีนลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 40,000 ล้านใบ แนวทางกำจัดขยะ กลุ่มประเทศอาเซียน ประกอบด้วย อินโดนีเซีย กัมพูชา เมียนมาร์ และมาเลเซีย อินโดนีเซีย ปี ค.ศ. 2016 อินโดนีเซียใช้งบประมาณถึง 1 พันล้านในการลดปริมาณขยะพลาสติก โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้ทดลองเก็บภาษีถุงพลาสติก แม้ในช่วงต้นจะเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็สามารถลดปริมาณถุงพลาสติกได้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศกัมพูชา ปี ค.ศ. 2019 กัมพูชาตั้งเป้าลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ 50% โดยเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากผู้บริโภค ขณะที่ทางการกำลังพิจารณาห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.03 มิลลิเมตร และมีความกว้างน้อยกว่า 30 เซนติเมตร และจะเก็บเงินค่าถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นทั่วประเทศในปีนี้ (ค.ศ.2020) สำหรับประเทศเมียนมาร์ ปี ค.ศ. 2009 บริษัทผู้ผลิตถุงพลาสติกในย่างกุ้งได้รับคำสั่งจากรัฐบาลในขณะนั้นให้ยกเลิกการผลิตถุงพลาสติก พร้อมกับได้ออกมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกในหลายเมือง ส่วนประเทศมาเลเซีย เก็บภาษีถุงพลาสติกเฉพาะเขตเมืองปีนัง พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟมเฉพาะวันเสาร์ ทั้งยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ด้วยการกำหนดให้ผู้ค้าปลีกในห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องยอมรับข้อกำหนดนี้ และผู้ซื้อต้องการใช้ถุงพลาสติกจะต้องจ่าย 20 เซ็นต์ต่อถุงพลาสติก 1 ใบ เช่นเดียวกัน การกำจัดขยะ (พลาสติก) ในกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างไรก็ดี ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างหาวิธีการแก้ไขอย่างยั่งยืน หากมองกลับมาที่ประเทศไทยของเรา เป็นประเทศที่มีปัญหาขยะพลาสติกปริมาณมากและทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ส่งผลให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดมาตรการให้ลดเลิกและงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 100% รวมถึงมาตรการสนับสนุนให้เลือกใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2022 ประเทศไทยจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ประมาณ 0.78 ล้านตันต่อปี

หมวดหมู่: ขยะ

 


(7) - 4 ธันวาคม วันสิ่งแวดล้อมไทย และวัน ทสม.แห่งชาติ

ร่วมรณรงค์พกถุงผ้า ลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วเพื่อเตรียมความพร้อมประชาชน นับถอยหลังที่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาเก็ต และห้างสรรพสินค้า กว่า 52 ราย ทั่วประเทศ พร้อมใจกันยกเลิกให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้ว ให้กับลูกค้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

หมวดหมู่: ขยะ

 


(8) - สิ้นสุดโครงการ พายเรือเพื่อเจ้าพระยาฯ ปี 2 พบ ถุงพลาสติก ครองอันดับ 1 จากขยะกว่า 3 ตันที่เก็บได้จากแม่น้ำ


พายเรือเพื่อเจ้าพระยาฯ ปี 2 !พบ ถุงพลาสติก ครองอันดับ 1 จากขยะกว่า 3 ตันที่เก็บได้จากแม่น้ำ
นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ร่วมคัดแยกขยะที่เก็บได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดโครงการ ?พายเรือเพื่อเจ้าพระยาเก็บขยะจากปากน้ำโพถึงสมุทรปราการ ปี 2? 10 วัน 10 จังหวัด ซึ่งเป็นความร่วมมือกัน ระหว่าง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วยจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในระยะทาง 353 กิโลเมตร จากปากน้ำโพถึงสมุทรปราการ เก็บขยะได้ทั้งสิ้น 3,215 กิโลกรัม โดยเป็นปริมาณขยะที่คัดแยกได้ในแต่ละวัน จำนวน 2,053.7 กิโลกรัม รวมกับปริมาณขยะที่เก็บเพิ่มได้จากจุดคัดแยกถึงที่พักของทีมฝีพาย อีก 1,161.3 กิโลกรัม
จังหวัดที่พบขยะมากที่สุด คือ จ.ปทุมธานี จำนวน 561.9 กิโลกรัม ขณะที่ จ.อุทัยธานี พบขยะน้อยที่สุด จำนวน 61.5 กิโลกรัม
ทั้งนี้ ในจำนวนขยะ 2,053.7 กิโลกรัม จำแนกได้เป็น ขยะทั่วไป จำนวน 1,439.9 กิโลกรัม พบมากที่สุด คือ ถุงพลาสติก 338.2 กิโลกรัม รองลงมา คือ ที่นอนฟองน้ำ 223.5 กิโลกรัม และโฟม 155.1 กิโลกรัม ตามลำดับ
ขณะที่ขยะอินทรีย์ จำนวน 195.2 กิโลกรัม จะพบซากพืช ในทุกจังหวัด รองลงมา คือ ซากสัตว์ พบใน 8 จังหวัด และ เศษอาหาร พบใน 6 จังหวัด ขยะอันตราย จำนวน 76 กิโลกรัม พบมากที่สุด คือ ยาฆ่าแมลง 35 กระป๋อง รองลงมา คือ ไฟแช็ค 29 อัน และ หลอดไฟ 20 หลอดและ ขยะรีไซเคิล จำนวน 342.6 กิโลกรัม พบมากที่สุด คือ ขวดเป๊บซี่แบบพลาสติกและกระป๋อง จำนวน 199 ขวด 4 กระป๋อง รองลงมา คือ ขวดคาราบาวแดง 180 ขวด ขวด M150 จำนวน 172 ขวด ขวดสปอนเซอร์ 126 ขวด และขวดโออิชิ 123 ขวด
ทั้งนี้ ขวดพลาสติกที่เก็บได้ทั้งหมดได้นำถวายให้กับวัดจากแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อนำไปจัดทำจีวรรีไซเคิล ต่อไป
?โครงการพายเรือเพื่อเจ้าพระยาเก็บขยะจากปากน้ำโพถึงสมุทรปราการ ปี 2? เป็นความร่วมมือกัน ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ อีก 22 หน่วยงานภาครัฐ เอกชน วัด โรงเรียน ชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานในพื้นที่ 10 จังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. และกลุ่มนักพายเรือคายัค จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 10 ต.ค.2562เริ่มต้นที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ไปยัง จ.ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สิ้นสุดที่วัดจากแดง บางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ เพื่อรณรงค์ลดปริมาณขยะในแม่น้ำและสร้างความตระหนักให้คนไทยเลิกทิ้งขยะลงแม่น้ำอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาขยะทะเลที่ต้นเหตุ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนเตรียมการสำหรับพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคโดยแต่ละวันจะมีเรือคายัคหลัก คายัคเสริม ตลอดเส้นทางประมาณ 20 ลำ และอาสาสมัครพายเรือของชุมชนแต่ละจังหวัดๆ ละ 30 ลำ ซึ่งขยะที่เก็บได้ในแต่ละพื้นที่ จะนำขึ้นบกให้ประชาชนร่วมเรียนรู้วิธีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป 

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


(9) - ทหารลงพื้นที่ตรวจโรงแรมหรูเกาะสมุย ปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะ

วันนี้(12 ก.ย.) พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพน้อยที่ 4 สั่งการให้ ร.ท.อดุลย์ พรหมบุตร ทหารชุดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 4 พื้นที่เกาะสมุย นำกำลังทหาร สนธิกำลังร่วมกับ กองเทศกิจ เทศบาลนครเกาะสมุย และคณะกรรมการชุมชนบ้านบ่อผุด เข้าตรวจสอบคลองสาธารณะบริเวณแหลมไม้แก่น ม.1 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังได้รับการร้องเรียนมายังกองทัพภาคที่ 4 ว่ามีโรงแรมแห่งหนึ่งแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะโดยไม่ได้ผ่านการบำบัด และน้ำในคลองนี้ปลายทางยังได้ไหลออกสู่ทะเลอีกด้วยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ที่คลองสาธารณะดังกล่าวมีน้ำเสียไหลออกจากปากท่อน้ำทิ้งของโรงแรมใกล้เคียงเป็นท่อคอนกรีตขนาด 80เซนติเมตร และท่อพีวีซีขนาด 10 นิ้ว นำเสียนี้ทำให้น้ำในคลองมีสีดำ ส่งกลิ่นเหม็น ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้นจึงได้ประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ของโรงแรมดังกล่าว เพื่อตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียของโรงแรมด้านตัวแทนคณะกรรมการชุมชนบ้านบ่อผุด ให้ข้อมูลอีกว่า พบมีการปล่อยน้ำเสียมานานแล้ว เทศบาลนครเกาะสมุยเคยเข้ามาตรวจสอบแล้วก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนั้นจะมีการปล่อยน้ำเสียไปทางฝั่งบ้านบางรักษ์ แต่ครั้งนี้ปล่อยน้ำเสียทางฝั่งบ้านบ่อผุด ก็อยากให้มีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำที่ปล่อยออกมาว่าได้ค่าตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะดูจากสีน้ำแล้วดำมาก น้ำพวกนี้ก็จะไหลลงสู่ทะเลของชายหาดบ่อผุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสมุย จากนั้นทางทหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลได้เข้าไปตรวจสอบบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงแรมดังกล่าว พบว่าระบบบำบัดน้ำเสียชำรุด ใช้งานไม่ได้มาสักระยะแล้วและอยู่ระหว่างการแก้ไขขณะที่ น.ส.นันท์นภัส คงทวี นักจัดการงานเทศกิจ เทศบาลนครเกาะสมุย กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงแรมดังกล่าวมีการปล่อยน้ำเสียออกไปคลองสาธารณะ มีความผิดตามพ.ร.บ.สาธารณะสุข และพ.ร.บ.รักษาความสะอาด ที่เทศบาลเป็นผู้ดูแลกฎหมายนี้ เบื้องต้นให้ทางโรงแรมแก้ไขไม่ให้มีน้ำเสียไหลลงสู่คลองสาธารณะ ระยะเวลา 7 วัน และเจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องจะมาตรวจสอบอีกครั้งร่วมกับคณะกรรมการชุมชนในวันที่ 18 ก.ย. นี้ หากไม่มีการแก้ไขก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนอกจากนี้ สถานประกอบการใด ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร มีการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำทิ้งจาการใช้งานลงคลองหรือทางสาธารณะ ก็จะมีความผิดปรับไม่เกิน 10,000 บาท และพ.ร.บ.สาธารณะสุขก็จะมีอัตราโทษถึงจำคุก ก็ฝากให้ช่วยกันดูแลเรื่องสิ้งแวดล้อมนี้ด้วย

หมวดหมู่: ขยะ

 


(10) - รองผบ.ตร.ตรวจค้นโรงงานจัดการขยะผิดกฎหมาย ย่านเมืองปทุมฯ

รองผบ.ตร.ตรวจค้นโรงงานจัดการขยะผิดกฎหมาย พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรม กรมสรรพากร และกรมควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ พร้อมส่วนเกี่ยวข้องนำหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่246/2561 ลงวันที่ 8 มิถุนายน2561 เพื่อเข้าค้นบ้านเลขที่ 39/25 หมู่ที่5 ซ.คลองสี่ตะวันออก26 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเปิดเป็นบริษัท เจดับบลิว เมทัล รีคัฟเวอรี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเปิดกิจการประเภทธุรกิจ ซื้อขายเศษโลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ โดยขณะเข้าตรวจค้นยังพบคนงานสัญชาติเมียนม่า และจีน รวม15คนกำลังทำงานอยู่ จากการตรวจค้นภายในโรงงาน พบกองเศษพลาสติกที่ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกจากตู้เกมส์ไฟฟ้าไม่ใช้แล้วที่นำเข้ามาจากต่างประเทศกองอยู่เป็นจำนวนมาก โดยที่คนงานบางส่วนอยู่ระหว่างใช้ผ้าพลาสติกสีฟ้าปิดคลุมกองพลาสติกบดบังสายตาของประชาชน ผู้ผ่านไปมา นอกจากนี้ยังพบ เครื่องจักรต่างๆ ที่ใช้ในการคัดแยกอยู่ภายในโรงงานรวม 463.75 แรงม้า รวมถึงยังพบว่ามีแรงงานต่างด้าวเป็นลูกจ้างในการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวมาสอบปากคำและตรวจสอบว่า เข้ามาในประเทศไทยถูกกฎหมายหรือไม่พล.ต.อ.ดร.วีระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร เปิดเผยว่า เป็นการขยายผลจากพื้นที่ลาดกระบังและเป็นการแจ้งเบาะแสจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งขยะอิเล็กทรอนิคส์เหล่านี้ประเทศอื่นในโลกไม่ให้นำไปทำลายจึงมีการทะลักเข้ามาในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขออนุญาตจากกรมโรงงาน และศุลกากรมีการสำแดงอันเป็นเท็จ โดยนำขยะเหล่านี้มาคัดแยกใส่ส่วนที่เป็นพลาสติกที่ขายได้ก็จะนำไปขาย ส่วนที่ขายไม่ได้ก็จะนำไปเผาหรือฝังกลบ ซึ่งหากนำไปเผาจะเกิดอันตรายสูงหากปล่อยให้มีการเผาจะมีการตกค้างของสารไดอ๊อกซินในแผ่นดินไทยพืชผักออกมาจะอันตรายหากตกไปอยู่ในน้ำก็จะมีสารอันตรายเจือปนในจำพวกสัตว์น้ำเมื่อเราบริโภคเข้าไป ต้องฝากถึงประชาชนชนช่วยเป็นหูเป็นตาอย่าให้ขยะเหล่านี้เข้าไปภายในชุมชนของตนเองเพราเป็นสิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต จากการตรวจสอบแล้วโรงงานนี้ยังไม่ได้ขออนุญาตจัดตั้งโรงงานมีความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานประเภทที่3โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบอนุญาติครอบครองวัตถุอันตราย ซึ่งตั้งแต่วันแรกที่ตรวจสอบมายังไม่พบว่าโรงงานคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิคส์เหล่านี้มีคนไทยเป็นเจ้าของ ดังนั้นจึงยอมไม่ได้ที่จะให้ใครมาหาผลประโยชน์และปล่อยมลพิษไว้ให้พี่น้องประชาชนคนไทยนอกจากนี้ยังพบว่ามีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อขยายพื้นที่ คาดว่าเพื่อรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะมีเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเบื้องต้นกระทรวงอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี สั่งปิดโรงงานแห่งนี้ทันที

หมวดหมู่: ขยะ

 


(11) - อึ้ง! พบชาวบ้านกว่า 100 คน เสี่ยงมีค่าตะกั่วในเลือดเกินมาตรฐาน

ชาวบ้านในอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ยึดอาชีพคัดแยกขยะหลายร้อยคน เสี่ยงมีค่าตะกั่วในเลือดเกินมาตรฐาน หลัง
กำจัดไม่ถูกวิธี
วันนี้(13 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ลงพื้นที่บ้านสะอาด หมู่ 2 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังพบว่าชาวบ้านที่มีอาชีพรับซื้อของเก่าและคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในตำบลโคกสะอาด อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีค่าตะกั่วในเลือดเกินมาตรฐาน เนื่องจากมีวิธีการจัดการขยะตกค้างไม่ถูกวิธี โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเก่าเข้ามาในพื้นที่ตำบลโคกสะอาด 767 ตันต่อเดือน และมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเก่าเหลือทิ้ง 20 ตันต่อเดือน ซึ่งส่งผลให้สมาชิกในครัวเรือนที่ประกอบอาชีพคัดแยกขยะ 656 คนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง 109 คน เป็นเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ 32 คน, ผู้สูงอายุ 70 คน และผู้พิการ 7 คน ส่วนการตรวจหาสารแคดเมี่ยมในร่างกายพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติทุกคน ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่พบว่าเป็นขยะที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ แต่พบปัญหาการกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธี และตกค้างในระยะยาวจนอาจทำให้ส่งผลกระทบต่อการปนเปื้อนระบบน้ำใต้ดินที่มีผลต่อห่วงโซ่อาหารในพื้นที่

หมวดหมู่: ขยะ

 


(12) - ตะลึง! กองขยะมหึมา ลอยเกยหาดในวนอุทยานปราณบุรี

เจ้าหน้าที่งดให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำที่ชายหาดวนอุทยานปราณบุรีชั่วคราว เพื่อเร่งเก็บซากขยะ ที่ถูกคลื่นซัดเกยชายหาดนับ 100 ตันผู้สื่อข่าว MThai  ได้รายงานว่า วันนี้ (31 ต.ค. 60) พล.ต.สุเทพ นพวัง ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ พร้อมด้วย พ.อ.อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ นำกำลังทหาร 100 นายพร้อมอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือเจ้าหน้าที่จากวนอุทยานปราณบุรี เก็บกู้ซากขยะกว่า 100 ตัน ที่ถูกคลื่นซัดมาเกยที่หาดภายในวนอุทยานฯ  ภายหลังนายสมศักดิ์ กรีธาธร หัวหน้าวนอุทยานปราณบุรี ได้แจ้งขอนำกำลังเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากไม่สามารถกำจัดขยะดังกล่าวได้หมดแม้ว่าจะดเนินการมาแล้ว 3 วันก็ตาม โดยนายสมศักดิ์ เผยว่า ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของวนอุทยานฯ ได้ทำงานช่วยกันเก็บขยะออกจากหาดจนหมด แต่พอรุ่งขึ้นก็กลับพบว่ามีขยะลอยมาอีก ไม่สามารถกำจัดให้หมดสักที จึงได้ทำเรื่องร้องขอไปยังค่ายธนะรัชต์ เพื่อให้ส่งทหารเข้ามาช่วยดังกล่าว  เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจส่งต่อสภาพแวดล้อมได้ส่วนแนวทางการดำเนินการนั้น จะประสานหารถแทรกเตอร์ รถแบ็คโฮ และรถไถที่สามารถลงมาบริเวณแนวชายหาด จากนั้นให้รถดังกล่าวกวาดขยะมากองไว้บนหาด เป็นจุดๆ เพื่อเอาขยะออกมาจากน้ำทะเลให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยใช้กำลังเจ้าหน้าที่จากวนอุทยานฯ และทหาร เข้ามาคัดแยกขยะออก โดยขยะที่เป็นเศษไม้ ไม้ไผ่ และลูกมะพร้าว จะใช้วิธีการเผา ส่วนขยะประเภทกล่องโฟม และขวดพลาสติก ก็ต้องนำสู่การรีไซเคิล หรือให้ร้านรับซื้อของเก่ามารับซื้อต่อ ไป อย่างไรก็ตามจากเหตุที่เกิดขึ้นทางวนอุทยานปราณบุรี ได้รายงานให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 เพชรบุรี ได้รับทราบในเบื้องต้นถึงปัญหาแนวขยะ และอุปสรรค์ในการจัดเก็บไปแล้ว และได้รายงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับทราบแล้วเช่นกัน

หมวดหมู่: ขยะ

 


(13) - สารพิษในขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านการหายใจ ? กิน ? สัมผัสทางผิวหนัง

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้คนไทยลดสร้างปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สารพิษในขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านการหายใจ การกิน และสัมผัสทางผิวหนัง เช่น ผู้ที่ทำงานคัดแยกจะเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษโดยตรง ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบหรือคนในครอบครัว อาจได้รับสารพิษจากการปนเปื้อนในดิน ฝุ่น อากาศ น้ำ และอาหาร สำหรับกลุ่มวัยเด็ก ทารก หญิงมีครรภ์ มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษหากอยู่ในบริเวณที่มีการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ผู้ที่ทำงานในโรงงานคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับสารพิษปนเปื้อนมากับเสื้อผ้าและผิวหนัง ทำให้ลูกหรือเด็กในบ้านได้รับอันตรายด้วยเช่นเดียวกัน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นอีกหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการมาตรการในการควบคุมและกำกับดูแลมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนที่เกิดขึ้นให้อยู่ในภาวะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อเป็นการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการกระจายอำนาจให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติ กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการเพื่อควบคุมการจัดการเกี่ยวกับมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนให้ถูกสุขลักษณะ หากมีการฝ่าฝืนข้อบัญญัติของท้องถิ่นก็มีมาตรการลงโทษ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 เช่น กรณีประชาชนทั่วไปนำมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนไปทิ้งในที่หรือทางสาธารณะ นอกจากในส่วนราชการท้องถิ่นจัดหาไว้ มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้นนายแพทย์วชิระ กล่าวต่อไปว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่มีสารอันตรายที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้แก่ 1) ตะกั่วทำลายระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ ไต ระบบเลือด และการพัฒนาสมองของเด็ก ส่วนพิษเรื้อรังจะค่อยๆ แสดงอาการภายหลังการได้รับสารตะกั่วทีละน้อยจนถึงระยะเวลาหนึ่ง จึงจะแสดงอาการ2) ปรอท เป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา การพูด ทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น ไม่สามารถรักษาให้ดีดังเดิมได้3) คลอรีนอยู่ในพลาสติกพีวีซี ก่อสารมะเร็ง เมื่อพลาสติกถูกเผาจะส่งผลต่อระบบหายใจ ระคายจมูก และทำให้เคลือบฟันผุ4) แคดเมียม มีพิษเฉียบพลัน ทำให้ปอดอักเสบรุนแรง ไตวาย ไตถูกทำลาย5) โบรมีน เป็นสารก่อมะเร็ง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี และรูปทรงของเส้นใยกล้ามเนื้อหัวใจทั้งนี้ วิธีการป้องกันขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำได้โดยให้ลดการนำเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว (End of Life) นํากลับมาใช้ใหม่ (Re-use & Recycle) เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากปริมาณขยะ ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ประเทศไทยได้ทำคือ การจัดทำกรอบระเบียบเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งเป็นกรอบที่รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากระเบียบของสหภาพยุโรป กรอบดังกล่าวประกอบด้วย แนวทางการควบคุมที่ต้นทางโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมภาษีจากผู้นำเข้าสินค้า และผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ แล้วนำเงินไปบริหารจัดการ โดยจะออกกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียม การตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม การจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างทาง โดยจะไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ใช้มาตรการด้านกลไกตลาด และแนวทางสุดท้ายเป็นการควบคุมที่ปลายทางจะสนับสนุนให้เกิดโรงแยกขยะแบบครบวงจร

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


(14) - เซเว่นฯ จับมือ 4 องค์กร ปลุกพลัง ?รักษ์ลันตา ชูถุงผ้า ร่วมใจลดใช้ถุงพลาสติก

กาะลันตา เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกระบี่ เป็นพื้นที่เกาะแรกที่มีเป้าหมายส่งเสริมให้เป็น กรีนไอส์แลนด์ หรือเกาะสีเขียว ตามยุทธศาสตร์กระบี่ Go Green จึงเกิดการรวมตัวหลายภาคส่วนเพื่อร่วมกันสร้างแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดย ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทยได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิโลกสีเขียว และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงพื้นที่รณรงค์ปลูกฝังเยาวชนไทยลด ละ เลิกใช้ถุงพลาสติก พัฒนาองค์ความรู้ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม ?รักษ์ลันตา ชูถุงผ้า ร่วมใจลดใช้ถุงพลาสติก? สอดรับแคมเปญ คิดถุ๊ง คิดถุง ซีซั่น 6 หนึ่งในโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนายเฉลิมพันธ์ ยินเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่ ผู้แทนกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ กล่าวว่า สถิติปัจจุบันในจังหวัดกระบี่มีปริมาณขยะถุงพลาสติกประมาณ 20% ของปริมาณขยะทั้งหมด. และในท้องทะเลยังมีการพบถุงพลาสติกจำนวนมาก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมรณรงค์ให้คนไทยลดใช้ถุงพลาสติก การสร้างจิตสำนึกรัก หวงแหน ดูแลธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้คนในชุมชนรับรู้ตระหนักเพื่อร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี  ?อยากให้คนไทยพยายามเลิกใช้ถุงพลาสติก มองเห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และร่วมกันดูแล ร่วมกันติดอาวุธทางปัญญา ให้ความรู้ สร้างวินัยปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก โดยต้องเริ่มสร้างที่ตัวเรา ที่ครอบครัว ที่โรงเรียน โดยเฉพาะให้เยาวชนได้มีวินัยรักษ์โลก เลิกใช้ถุงพลาสติก?ด้าน นายธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า เซเว่น อีเลฟเว่น ให้ความสำคัญกับการดูแลแบ่งปันร่วมกับชุมชนและสังคม
ล่าสุดพนักงานจิตสาธารณะซีพี ออลล์ ซึ่งได้เข้าไปมีส่วนร่วมทำกิจกรรม ?รักษ์ลันตา ชูถุงผ้า ร่วมใจลดใช้ถุงพลาสติก? ร่วมกับโรงเรียนบ้านคลองหิน และ โรงเรียนบ้านคลองนิน เพื่อส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ภายใต้โครงการ 7 Go Green โดยในครั้งนี้ได้มีการลงพื้นที่เกาะลันตาเพื่อรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติกตามสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติทั้งในสถานที่ชุมชน และโรงเรียนปลูกฝังการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ?คิดถุ๊ง คิดถุง ชวนคนไทยลดใช้ถุงพลาสติก? รวมถึงการคัดแยกขยะเพื่อกำจัดขยะตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้พนักงานจากชมรมจิตสาธารณะซีพี ออลล์ ยังได้ร่วมกับ กลุ่มอาสาสมัครที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมรณรงค์การเก็บขยะในพื้นที่ชายหาดมาอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยมีความเชื่อว่าพลังของเยาวชนรวมถึงบุคลากรจากโรงเรียนและภาคีทุกฝ่าย จะสามารถช่วยกันลดปริมาณขยะพลาสติกและสร้างรูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นให้ดีขึ้นได้?การช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะสร้างความสัมพันธ์อันดีที่ทำให้คนในชุมชนได้ร่วมกันรักษ์โลก รักษ์ลันตา ช่วยกันลดการใช้ถุงพลาสติก เพื่อแหล่งธรรมเที่ยวทางธรรมชาติให้ยังคงน่าอยู่ไปอีกนาน?
ทั้งนี้การดำเนินนโยบายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง หลากหลายรูปแบบ อาทิ
การจัดตั้งโครงการลดการใช้ถุงพลาสติกในสถานศึกษา มหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐ ? เอกชน กว่า 20 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อลดใช้ถุงพลาสติกตามสถานศึกษาต่างๆ สามารถลดใช้ถุงพลาสติกได้กว่า 12,698,840 ใบในปี2560ขณะที่ นางรัชฎาภรณ์ ฐานเหล็ก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองนิน กล่าวว่า โรงเรียนพยายามเต็มที่เรื่องการให้นักเรียนลดปริมาณขยะโดยเฉพาะเรื่องถุงพลาสติก นักเรียนเกือบทั้งโรงเรียน มีพื้นฐานของสุขอนามัยที่ดี รักษาความสะอาด อันเป็นจรรยามารยาทในการใช้ชีวิตในสังคม จึงอยากส่งเสริมให้เยาวชนลดใช้ถุงพลาสติก และรู้จักคัดแยกขยะสร้างรายได้เป็นมูลค่าให้เยาวชนนับเป็นโอกาสดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีมาส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้คู่กับการปฏิบัติทำให้นักเรียนได้ขยายผลไปสู่ครอบครัว ชุมชน เพราะการทำสิ่งแวดล้อมให้ดี ทำที่จุดใดเพียงจุดหนึ่งไม่ได้ ทุกหน่วยงานของสังคม ต้องมีส่วนร่วมกันดูแล เหมือนที่ได้มีการร่วมกันรักษ์ลันตา ร่วมใจลดใช้ถุงพลาสติกในครั้งนี้สำหรับประชาชนผู้สนใจรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถติดตามข่าวสารของกิจกรรมหรือร่วมแชร์ความคิดเกี่ยวกับกิจกรรมดังกล่าวได้ที่ Facebook: คิดถุ๊งคิดถุง และ www.cpall.co.th

หมวดหมู่: ขยะ

 


(15) - เขตบางขุนเทียน สั่งขนย้ายขยะปนเปื้อนตะกรันอลูมิเนียมแล้ว

กระทั่งฝนตกลงมา ทำปฏิกิริยากับสารพิษ จนทำให้เกิดมลพิษคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ โดยบริษัทกำจัดขยะสารพิษได้ขนดินจำนวน 20 ตัน ไปเข้าสู่กระบวนการกำจัด โดยจะต้องทำการลดค่าความเป็นพิษในดินลง ก่อนจะนำไปผสมกับปูนซีเมนท์และปูนขาว ทำให้เป็นบล็อก และฝังกลบอย่างถูกต้องบริษัทกำจัดสารพิษให้ข้อมูลว่า ค่าใช้จ่ายในกระบวนการคิดเป็นตันละ 4,500 บาท บวกค่าเดินทาง ประมาณ 1 หมื่นบาท รวมแล้วมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดหลักแสนบาท แต่จะต้องเป็นบริษัทที่มีใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ดำเนินการกำจัดขยะพิษโดยเฉพาะเท่านั้น เมื่อวานนี้ทีมข่าวได้พูดคุยกับผู้รับเหมา เขาอ้างว่า มีคนนำดินมาทิ้งในพื้นที่ของเขา ก่อนที่เขาจะขนดินนี้มาถมที่ตามคำว่าจ้าง โดยที่ไม่รู้เห็นว่าเป็นขยะพิษสำนักงานเขตบางขุนเทียนได้ประสานให้บริษัทขจัดขยะพิษนำรถแบ็คโฮมาตักดินที่ปนเปื้อนสารพิษไปกำจัดแล้ว หลังทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อน บริษัทกำจัดขยะสารพิษนำรถแบ็คโฮมาขุด และตักหน้าดินในพื้นที่ที่ตรวจพบว่ามีการลักลอบนำตะกรันอลูมิเนียมมาฝังกลบในที่ดินของชาวบ้านย่านบางขุนเทียน ด้านเจ้าของที่ดิน บอกว่า ไม่รู้มาก่อนว่าผู้รับเหมานำดินมาจากที่ไหน มีเพียงการพูดคุยว่าจ้างให้มาถมที่ให้เท่านั้น ซึ่งเจ้าของที่ก็ขอโทษกับเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านโดยรอบ ซึ่งเขาก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะส่งผลกระทบเช่นนี้ ขณะที่นางพรพันธ์ วัฒนสินธุ์ หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคุณภาพอากาศหลังขนสารพิษออกจากพื้นที่ ยังไม่พบว่ามีการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมใกล้เคียง และยังไม่มีผลกระทบทางสุขภาพระดับรุนแรงต่อชาวบ้าน แต่หลังจากนี้จะต้องเฝ้าติดตามต่อเนื่อง ว่ายังมีสารพิษตกค้างอยู่หรือไม่

หมวดหมู่: ขยะอันตราย

 


(16) - อย่ามักง่าย กู้ภัยอุทยานโรยตัวเก็บขยะภูหินร่องกล้า พบพลาสติกอื้อ

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จัดเจ้าหน้าที่อุทยานโรยตัวเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ ตามหน้าผาและซอกหิน ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญโดยเฉพาะลานหินแตก และลานหินปุ่มที่บริเวณลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก นายสว่าง สีตะวัน หัวน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และ นายศุภฤกษ์ กลั่นประเสริฐ หัวหน้าศูนย์กู้ภัยและมวลชนสัมพันธ์ภาคเหนือตอนล่าง พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เจ้าหน้าที่กู้ภัยอุทยานภาเหนือตอนล่าง จำนวนกว่า 30 นาย ร่วมกันสำรวจและเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ตามสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในซอกหินเส้นทางท่องเที่ยว ลานหินแตก และลานหินปุ่มซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยอุทยานฯ ต้องทำการโรยตัวลงไปเก็บเศษขยะที่ถูกทิ้งไว้ตามซอกหิน และหน้าผา โดยส่วนใหญ่พบเป็นขวดน้ำ กระดาษห่อลูกอม กระดาษทิชชู่ ซองขนม ก้นบุหรี่ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้เอง และส่งผลให้ทัศนียภาพที่สวยงามถูกทำลายอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าจึง ขอร่วมมือกับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ช่วยกันรักษาความสะอาดอย่าทิ้งขยะมักง่าย โดยเฉพาะตามซอกหินและหน้าผา เพราะการเก็บทำความสะอาดได้ยากและเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และส่งผลให้ทำลายธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย

หมวดหมู่: ขยะ

 


(17) - ไทยแลนด์? แดนสนธยาซ่องสุม ?ขยะอันตราย

ตำรวจเปิดปฏิบัติการทลายโกดังนำเข้าขยะอันตราย วันเดียว 3 แห่ง พบพฤติกรรมสอดไส้! ขอนำเข้าพลาสติก แต่ลักลอบขนซากอิเล็กทรอนิกส์แทนนอกเหนือจากการบุกค้นและทลายตู้คอนเทนเนอร์บรรจุขยะพลาสติกที่ลักลอบนำเข้ามาจาก 35 ประเทศ น้ำหนักรวม 58 ตัน ภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อช่วงสายของวันที่ 1 มิ.ย.2561 แล้ววันเดียวกัน กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย นายสุรพล ชามาตย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้เข้าตรวจค้นโรงงานอีก 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ใน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ซึ่งจดทะเบียนเป็นโรงงานหล่อหลอมพลาสติก ประเภท 53ทั้งนี้ ภายในโรงงานพบซากขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากบรรจุอยู่ในถุงบิ๊กแบ็ก ซึ่งชัดเจนว่ามีความผิดฐานประกอบกิจการผิดประเภท ครอบครองวัตถุอันตราย และนำเข้าวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาติ โดยในการตรวจค้นไม่พบชาวไทย มีเพียงชาวจีนที่ทำงานอยู่ เจ้าหน้าที่จึงทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไปนอกจากนี้ กำลังเจ้าหน้าที่ยังได้เข้าตรวจค้นโรงเก็บสินค้าของบริษัทแอ๊บโซลูทเพาเวอร์เวิลด์ จำกัด ตั้งอยู่ ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สถานที่คัดแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเจ้าของตู้คอนเทรนเนอร์บรรจุขยะอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งถูกศุลกากรแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ตรวจยึดเอาไว้ เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมาสำหรับผลการตรวจค้น พบว่าโรงงานแห่งนี้ผลิตเส้นใยพลาสติกทีอีที หรือเพ็ด (PET) เพียงอย่างเดียว มีกำลังการผลิตประมาณปีละ 2.4 หมื่นตัน ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบสิ่งผิดปกติภายในโรงงาน แต่จากเอกสารชี้ชัดว่ายังมีโรงงานอีกแห่งที่ใช้ชื่อเดียวกันตั้งอยู่ใน จ.ชลบุรี โดยมีชื่อผู้บริหารคนเดียวกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าทั้ง 2 บริษัทนี้มีความเกี่ยวข้องกัน?โรงงานแห่งนี้อาจจะใช้ช่องทางโควต้าการผลิตพลาสติกที่มีอยู่ 2.4 หมื่นตัน ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแทน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเรียกผู้บริหารคนดังกล่าวเข้ามาชี้แจง และทำการสอบสวนเพื่อดำเนินคดี? พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวด้าน นายธนวัฒน์ คลังทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทแอ๊บโซลูทเพาเวอร์เวิลด์ กล่าวปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้ก่อนหน้าก็ไม่ได้มีในโรงงาน ยืนยันว่าบริษัทอีกแห่งที่ตั้งอยู่ใน จ.ชลบุรี นั้น เป็นคนละเจ้าของกันอย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเตาเผาพลาสติกที่ไม่ได้มาตรฐาน บริเวณชั้น 2 ของโรงเก็บสินค้า ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรงงาน เบื้องต้นจึงสั่งให้แก้ไขหรือรื้อถอนเตาดังกล่าวภายใน 30 วัน หากฝ่าฝืนจะสั่งปิดโรงงานทันที

หมวดหมู่: ขยะอันตราย

 


(18) - เมืองแห่งขยะอิเล็คทรอนิกส์ในประเทศจีนและประเทศไทย

1.เมืองกุ้ยหยู( Guiyu)มณฑลกวางตุ้งติดชายฝั่งทะเลภาคใต้ของประเทจีน เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองที่ประชาชนอาศัยอยู่โดยมีรายได้จากการแปรสภาพขยะอิเล็คทรอนิกส์ใหญ่ที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2013 โดยมีประชาชนอาศัยอยู่ราว150,000 คนและประมาณ6,000ครอบครัวเป็นเจ้าของธุรกิจในครัวเรือนและทำงานในโกดังคัดแยกและรีไซเคิลขยะจากอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์
1.1)ในแต่ละวันมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำเข้ามามากถึง15,000 ตัน..ธุรกิจคัดแยกโลหะทองจากขยะพิษในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้ทำเงินให้กับเมืองกุ้ยหยูประมาณ 1 พันล้านหยวน หรือประมาณ 130.9ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีโดยแรงงานจีนที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับค่าจ้างวันละ 3เหรียญสหรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจออกกฎหมายคุ้มครองคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานมากนัก และมีแรงงานเพียงบางส่วนที่มีถุงมือบางๆเพื่อป้องกันผิวหนังจากการปนเปื้อนสารพิษ 
1.2)ข่าวจากรอยเตอร์ยังระบุว่าผู้คุมงานแยกขยะจะคอยสอดส่องดูแลไม่ให้คนงานให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วยโดยจะยกประเด็นเรื่องไล่ออกจากงานหรือการเฆี่ยนตีขึ้นมาข่มขู่ เป็นต้น 
1.3)นอกจากนี้สื่อของทางการจีนได้ประมาณตัวเลขผู้เจ็บป่วยจากสารพิษพบว่าแรงงานจะเป็นโรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ มากกว่า 9ใน10ราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เมื่อถูกแยกชิ้นส่วนที่ยังมีมูลค่าออกแล้วมาตรการต่อไปคือกำจัดชิ้นส่วนที่เหลือมักใช้วิธีฝังกลบทั่วไป หรือการเผาที่ขาดมาตรฐานการควบคุม
1.4) ปัจจุบันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561เป็นต้นไป รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายและสั่งคุมเข้มห้ามทำธุรกิจรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือนและโกดังของเก่าที่มีอยู่จำนวนมากและบังคับให้นำไปรีไซเคิลที่โรงงานที่ได้รับอนุญาตจากทางการเท่านั้นทำให้คนในเมืองกุ้ยหยูยากจนลงแต่สุขภาพกลับดีขึ้นมาก
2.ที่ประเทศไทยชาวบ้าน ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ กว่าร้อยละ 90 จำนวน12 หมู่บ้าน1,896 ครัวเรือน..ยึดอาชีพคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้ครอบครัว มานานกว่า 20ปี..สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวมากกว่าเดือนละ 15,000-20,000 บาท
2.1)ในแต่ละวันจะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 200 ตันหรือมากกว่า 2 แสนตันในแต่ละปี นำเข้ามา 4 วิธี คือ1.ชาวบ้านจะออกไปรับซื้อของเก่าเองนำมาคัดแยกขยะ2.กลุ่มคนภายนอกผ่านการรับซื้อแล้วจะนำมาขายต่อให้ชาวบ้านคัดแยก3.กลุ่มนายทุนรับซื้อของเก่า และ4.กลุ่มที่ส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ทางไปรษณีย์ ส่วนใหญ่คือ อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์มือถือ
2.2)ผลตรวจกลุ่มตัวอย่าง129รายของเด็กเล็กทั้งตำบลพบว่าเลือดมีสารตะกั่วถึง21ราย..ทุกวันนี้ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือและยังพบมีอาการทางเดินหายใจในผู้ใหญ่จำนวนมาก
2.3)ประเทศไทยยังไม่มีกฏหมายใดๆมาควบคุมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชนแต่ประเทศจีนจัดการแล้ว..ทุกวันนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศจีนจึงหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยจำนวนมากทั้งโดยถูกและไม่ถูกกฎหมาย

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์