ทั่วโลกกำจัดขยะ (พลาสติก) แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันอนุรักษ์พลังงาน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อโลก ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติกล้นเมืองที่ไหลลงสู่ทะเลกลายเป็นปัญหาระดับโลก ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย ซึ่งขณะนี้หลายประเทศให้ความสนใจและร่วมมือกันหาวิธีแก้ไข ทั้งการกำหนดนโยบายในการจัดการขยะ รวมถึงมาตรการลดเลิกใช้ถุงพลาสติก และการรณรงค์รีไซเคิล เพื่อร่วมมือกันกำจัดหรือลดจำนวนขยะพลาสติกลง และหันมาเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ประเทศสวีเดน เป็นประเทศอันดับที่ 1 จากทุกประเทศทั่วโลกที่มีกระบวนการจัดการขยะ กลายเป็นประเทศหนึ่งเดี่ยวที่ได้เริ่มต้นโครงการคัดแยกขยะ และนำขยะที่คัดแยกแล้วกลับมาใช้เป็นพลังงานใหม่ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1940 ซึ่งในปัจจุบันประเทศสวีเดนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่นำขยะกลับมาใช้เป็นพลังงานได้โดยแทบไม่ก่อให้เกิดมลพิษใด ๆ และสามารถนำขยะไป Reuse ได้จำนวนมากถึง 96% และยังมีโครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศได้มากกว่า 810,000 ครัวเรือน ขณะเดียวกัน สวีเดนมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกที่เก็บเงินค่าขวดพลาสติกจากผู้บริโภคที่ไม่นำขวดพลาสติกที่ใช้เสร็จแล้วไปคืน ณ จุดรับคืน เป็นต้น และได้ริเริ่มระบบมัดจำถุงพลาสติกโดยมีราคาคิดเป็นเงินบาทไทยจะอยู่ที่ 1.86 บาท ต่อใบ เป็นมาตรการป้องกันการทิ้งถุงพลาสติกไปอย่างเสียเปล่านั่นเองประเทศเยอรมนี ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งขยะรีไซเคิล ปี ค.ศ. 1996 เคยครองอันดับ 1 ของโลก โดยประเทศเยอรมนีได้ออกกฎหมายควบคุมขยะมูลฝอยกระจายออกไปในทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการผลิต จำหน่าย หรือ บริโภค รวมถึงให้คัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีรีไซเคิลจากร้านค้าทุกร้านที่มีถุงพลาสติกแจกลูกค้า และมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคส่งคืนขวดเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป โดยมาตรการดังกล่าวนี้ทำให้บริษัทเครื่องดื่มต่าง ๆ ในประเทศเยอรมนี เลือกที่จะผลิตขวดพลาสติกที่สามารถใช้ซ้ำได้ออกสู่ตลาด เพราะการผลิตขวดพลาสติกใช้ซ้ำช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้จำนวนมากหากเทียบกับการผลิตขวดพลาสติกใหม่ เป็นผลทำให้จำนวนขวดพลาสติกในท้องตลาดของประเทศเยอรมนีเป็นขวดพลาสติกชนิดใช้ซ้ำมากถึง 64% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ ภูมิภาคของประเทศเยอรมนีได้เป็นอย่างดี

ประเทศเดนมาร์ก เป็นประเทศตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการลดการใช้พลาสติก ในปี ค.ศ. 2003 โดยมีการเก็บภาษีถุงพลาสติกจากผู้ค้าปลีกเพื่อกดดันให้ร้านค้าปลีกคิดค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกกับลูกค้า และยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคทั่วไปใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ทำให้ประเทศเดนมาร์กลดการใช้ถุงพลาสติกจากเดิมได้ถึง 66% นอกจากนี้ยังมีระบบมัดจำค่าขวดที่เก็บเงินค่าขวดพลาสติกเพิ่มจากราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคนำขวดมาคืนเพื่อรับเงินที่มัดจำไว้ และนำขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จะนำไปรีไซเคิลต่อไป ซึ่งทำให้สามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้ถึง 90% ของขวดพลาสติกที่รับคืนในระบบประเทศอังกฤษ ดำเนินการนโยบายเก็บภาษีถุงพลาสติก และห้ามใช้พลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง ในปี ค.ศ. 2015 อังกฤษได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกจากผู้บริโภคในร้านค้าใหญ่ ๆ ใบละประมาณ 2.14 บาท และยังมีแผนที่จะนำระบบมัดจำขวดพลาสติกมาใช้ รวมทั้งห้ามใช้หลอดดูดพลาสติก แท่งพลาสติกสำหรับคนกาแฟ และ ก้านสำลีแคะหู ซึ่งถือว่าวิธีการดังกล่าวทำให้ประเทศอังกฤษสามารถลดการใช้พลาสติกได้มากกว่า 80% ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 13 ล้านปอนด์ ซึ่งช่วยให้ประเทศอังกฤษอนุรักษ์พลังงานได้มากมายมหาศาลต่อไปในอนาคตประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ยังไม่มีคำสั่งห้ามหรือการเก็บภาษีกับถุงขยะพลาสติกทั่วประเทศ แต่ก็มีบางรัฐที่ออกกฎมาตรการควบคุมพลาสติกก็คือ ซานฟรานซิสโก ถือเป็นเมืองแรกของอเมริกาที่มีการห้ามถุงพลาสติกเด็ดขาด ซึ่งนโยบายนี้ได้ผลักดันให้ชาวเมืองใช้ถุงที่สามารถใช้ซ้ำได้ (Reusable Bags) ด้วยการวางขายถุงกระดาษใส่ของที่ย่อยสลายได้ไว้ที่จุดแคชเชียร์ ทำให้ลดมลพิษจากถุงพลาสติกได้ถึง 72% และในปี ค.ศ. 2009 วอชิงตัน ดีซี ก็มีการเก็บภาษีถุงพลาสติกเหมือนกัน โดยภาษีที่เก็บได้ถูกนำเข้ากองทุนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งนโยบายนี้สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 85% จึงทำให้ลดมลพิษช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศได้มากที่สุดประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ. 2011 ออสเตรเลียมีการห้ามใช้ถุงพลาสติกชนิด PE แบบใช้ครั้งเดียวทุกชนิดที่บางกว่า 35 ไมครอน โดยรัฐบาลออสเตรเลียรณรงค์ให้พลเมืองใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Reusable Bags) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกำจัดขยะพลาสติกที่จะส่งไปหลุมฝังกลบได้ถึง 1 ใน 3 จากปริมาณเดิม และเมื่อไม่นานมานี้ในออสเตรเลียได้เริ่มนำมาตรการไม่ให้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งให้แก่ลูกค้าอีก เพื่อมุ่งให้เกิดการลดพลาสติกประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศเอเชียที่อยู่ในอันดับ 3 ของการเป็นประเทศที่มีวิธีการจัดการขยะมากมาย เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการจัดการขยะในประเทศมาก ซึ่งประชากรชาวญี่ปุ่นทุกคนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบการจัดการขยะในประเทศของตนเองเป็นอย่างดีและมีระเบียบวินัย ประกอบกับการออกกฎหมายสำหรับการจัดการขยะพลาสติก ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในด้านการจัดการขยะสูง ถือว่ากฎหมายดังกล่าวสามารถลดการทิ้งขยะได้ถึง 40% ทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศญี่ปุ่นจากเรื่องขยะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จึงมีอัตราการใช้ถุงพลาสติกค่อนข้างสูงตามไปด้วย แต่ในปี 2008 รัฐบาลจีนได้มีคำสั่งห้ามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าจัดเตรียมถุงพลาสติกฟรีที่มีขนาดบางกว่า 0.25 มิลลิเมตร ให้กับลูกค้า และเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อใช้ถุงพลาสติก ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้จีนลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 40,000 ล้านใบ

กลุ่มประเทศอาเซียน ประกอบด้วย อินโดนีเซีย กัมพูชา เมียนมาร์ และมาเลเซีย

อินโดนีเซีย ปี ค.ศ. 2016 อินโดนีเซียใช้งบประมาณถึง 1 พันล้านในการลดปริมาณขยะพลาสติก โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้ทดลองเก็บภาษีถุงพลาสติก แม้ในช่วงต้นจะเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็สามารถลดปริมาณถุงพลาสติกได้จำนวนมาก ขณะที่ประเทศกัมพูชา ปี ค.ศ. 2019 กัมพูชาตั้งเป้าลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ 50% โดยเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากผู้บริโภค ขณะที่ทางการกำลังพิจารณาห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.03 มิลลิเมตร และมีความกว้างน้อยกว่า 30 เซนติเมตร และจะเก็บเงินค่าถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นทั่วประเทศในปีนี้ (ค.ศ.2020) สำหรับประเทศเมียนมาร์ ปี ค.ศ. 2009 บริษัทผู้ผลิตถุงพลาสติกในย่างกุ้งได้รับคำสั่งจากรัฐบาลในขณะนั้นให้ยกเลิกการผลิตถุงพลาสติก พร้อมกับได้ออกมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกในหลายเมือง ส่วนประเทศมาเลเซีย เก็บภาษีถุงพลาสติกเฉพาะเขตเมืองปีนัง พร้อมทั้งรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกและโฟมเฉพาะวันเสาร์ ทั้งยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ด้วยการกำหนดให้ผู้ค้าปลีกในห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องยอมรับข้อกำหนดนี้ และผู้ซื้อต้องการใช้ถุงพลาสติกจะต้องจ่าย 20 เซ็นต์ต่อถุงพลาสติก 1 ใบ เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างหาวิธีการแก้ไขอย่างยั่งยืน หากมองกลับมาที่ประเทศไทยของเรา เป็นประเทศที่มีปัญหาขยะพลาสติกปริมาณมากและทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ส่งผลให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดมาตรการให้ลดเลิกและงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 100% รวมถึงมาตรการสนับสนุนให้เลือกใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2022 ประเทศไทยจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ประมาณ 0.78 ล้านตันต่อปี
Source: นิตยสาร Green Network ฉบับที่ 97 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 คอลัมน์ GREEN World โดย กองบรรณาธิการ

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


อินโดรามา เวนเจอร์สฯ รีไซเคิลขวด PET ครบ 50,000 ล้านขวด ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50,000 ล้านขวดต่อปีภายใน 2568

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือไอวีแอลบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ได้ดำเนินการรีไซเคิลขวด PET ครบ 50,000 ล้านขวด นับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจรีไซเคิลในปี 2554 ซึ่งมีน้ำหนักเทียบเท่าช้างจำนวนกว่า 200,000 เชือก ความสำเร็จในการรีไซเคิลครั้งสำคัญนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันดิบไปกว่า 3 ล้านบาร์เรล และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 1.65 ล้านตัน และเพื่อสานต่อความสำเร็จ ไอวีแอลตั้งเป้าลงทุน 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อขยายธุรกิจรีไซเคิลทั่วโลกยาโชวาดัน โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านรีไซเคิล อินโดรามา เวนเจอร์ส กว่าวว่า วันนี้ ไอวีแอลได้รีไซเคิลPET ขวดที่ 50,000 ล้านเป็นที่เรียบร้อย นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจรีไซเคิลในปี 2554 ในฐานะบริษัทไทย เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนสำคัญในการบรรลุความสำเร็จอีกขึ้นของการรีไซเคิลระดับโลก และเราจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะ PET เป็นวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งใช้พลังงานและน้ำในการผลิตน้อยกว่าบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้วัสดุชนิดอื่น ภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ คาดว่าไอวีแอลจะสามารถเพิ่มการรีไซเคิล PET เป็น 50,000 ล้านขวดต่อปี


ยาโชวาดัน โลเฮีย กล่าวว่า?เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไอวีแอลเตรียมลงทุนมากถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายธุรกิจรีไซเคิลของเรา ซึ่งจะสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคแบรนด์ต่างๆ ที่มีความต้องการใช้ PET รีไซเคิลสำหรับผลิตขวดบรรจุภัณฑ์มากขึ้นอีกความจริงแล้ว ขวด PET ทุกขวดควรถูกนำไปรีไซเคิล เรากำลังผลักดันให้เกิดระบบรีไซเคิลที่เป็นประโยชน์ต่อโลก โรงงานรีไซเคิลทั่วโลกของไอวีแอลมีช่วยเติมเต็มวงจรการใช้ผลิตภัณฑ์และทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับขวด PET?


ริชาร์ด โจนส์ รองประธานอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน กล่าวว่า ?เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากที่ ไอวีแอลบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และเราจะพัฒนาการรีไซเคิลให้เติบโตขึ้นอีกภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ไอวีแอลได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับ โคคา-โคล่า เพื่อก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลที่ทันสมัยในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะผลิต PET รีไซเคิลคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเหมาะสำหรับขวดเครื่องดื่มใหม่ ปัจจุบัน ไอวีแอลสามารถผลิตขวดที่ทำมาจาก PET รีไซเคิล ซึ่งมีความปลอดภัยและถูกสุขอนามัย จัดส่งให้กับแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำในยุโรป อเมริกา และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถือครั้งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564?


หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


สิ้นสุดโครงการ พายเรือเพื่อเจ้าพระยาฯ ปี 2 พบ ถุงพลาสติก ครองอันดับ 1 จากขยะกว่า 3 ตันที่เก็บได้จากแม่น้ำ


พายเรือเพื่อเจ้าพระยาฯ ปี 2 !พบ ถุงพลาสติก ครองอันดับ 1 จากขยะกว่า 3 ตันที่เก็บได้จากแม่น้ำ
นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ร่วมคัดแยกขยะที่เก็บได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดโครงการ ?พายเรือเพื่อเจ้าพระยาเก็บขยะจากปากน้ำโพถึงสมุทรปราการ ปี 2? 10 วัน 10 จังหวัด ซึ่งเป็นความร่วมมือกัน ระหว่าง กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วยจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในระยะทาง 353 กิโลเมตร จากปากน้ำโพถึงสมุทรปราการ เก็บขยะได้ทั้งสิ้น 3,215 กิโลกรัม โดยเป็นปริมาณขยะที่คัดแยกได้ในแต่ละวัน จำนวน 2,053.7 กิโลกรัม รวมกับปริมาณขยะที่เก็บเพิ่มได้จากจุดคัดแยกถึงที่พักของทีมฝีพาย อีก 1,161.3 กิโลกรัม
จังหวัดที่พบขยะมากที่สุด คือ จ.ปทุมธานี จำนวน 561.9 กิโลกรัม ขณะที่ จ.อุทัยธานี พบขยะน้อยที่สุด จำนวน 61.5 กิโลกรัม
ทั้งนี้ ในจำนวนขยะ 2,053.7 กิโลกรัม จำแนกได้เป็น ขยะทั่วไป จำนวน 1,439.9 กิโลกรัม พบมากที่สุด คือ ถุงพลาสติก 338.2 กิโลกรัม รองลงมา คือ ที่นอนฟองน้ำ 223.5 กิโลกรัม และโฟม 155.1 กิโลกรัม ตามลำดับ
ขณะที่ขยะอินทรีย์ จำนวน 195.2 กิโลกรัม จะพบซากพืช ในทุกจังหวัด รองลงมา คือ ซากสัตว์ พบใน 8 จังหวัด และ เศษอาหาร พบใน 6 จังหวัด ขยะอันตราย จำนวน 76 กิโลกรัม พบมากที่สุด คือ ยาฆ่าแมลง 35 กระป๋อง รองลงมา คือ ไฟแช็ค 29 อัน และ หลอดไฟ 20 หลอดและ ขยะรีไซเคิล จำนวน 342.6 กิโลกรัม พบมากที่สุด คือ ขวดเป๊บซี่แบบพลาสติกและกระป๋อง จำนวน 199 ขวด 4 กระป๋อง รองลงมา คือ ขวดคาราบาวแดง 180 ขวด ขวด M150 จำนวน 172 ขวด ขวดสปอนเซอร์ 126 ขวด และขวดโออิชิ 123 ขวด
ทั้งนี้ ขวดพลาสติกที่เก็บได้ทั้งหมดได้นำถวายให้กับวัดจากแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อนำไปจัดทำจีวรรีไซเคิล ต่อไป
?โครงการพายเรือเพื่อเจ้าพระยาเก็บขยะจากปากน้ำโพถึงสมุทรปราการ ปี 2? เป็นความร่วมมือกัน ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ อีก 22 หน่วยงานภาครัฐ เอกชน วัด โรงเรียน ชุมชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานในพื้นที่ 10 จังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยา จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. และกลุ่มนักพายเรือคายัค จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 - 10 ต.ค.2562เริ่มต้นที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ไปยัง จ.ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สิ้นสุดที่วัดจากแดง บางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ เพื่อรณรงค์ลดปริมาณขยะในแม่น้ำและสร้างความตระหนักให้คนไทยเลิกทิ้งขยะลงแม่น้ำอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาขยะทะเลที่ต้นเหตุ ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนเตรียมการสำหรับพระราชพิธีเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคโดยแต่ละวันจะมีเรือคายัคหลัก คายัคเสริม ตลอดเส้นทางประมาณ 20 ลำ และอาสาสมัครพายเรือของชุมชนแต่ละจังหวัดๆ ละ 30 ลำ ซึ่งขยะที่เก็บได้ในแต่ละพื้นที่ จะนำขึ้นบกให้ประชาชนร่วมเรียนรู้วิธีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป 

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


สารพิษในขยะอิเล็กทรอนิกส์ เข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านการหายใจ ? กิน ? สัมผัสทางผิวหนัง

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้คนไทยลดสร้างปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สารพิษในขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านการหายใจ การกิน และสัมผัสทางผิวหนัง เช่น ผู้ที่ทำงานคัดแยกจะเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษโดยตรง ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบหรือคนในครอบครัว อาจได้รับสารพิษจากการปนเปื้อนในดิน ฝุ่น อากาศ น้ำ และอาหาร สำหรับกลุ่มวัยเด็ก ทารก หญิงมีครรภ์ มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษหากอยู่ในบริเวณที่มีการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ผู้ที่ทำงานในโรงงานคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับสารพิษปนเปื้อนมากับเสื้อผ้าและผิวหนัง ทำให้ลูกหรือเด็กในบ้านได้รับอันตรายด้วยเช่นเดียวกัน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นอีกหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการมาตรการในการควบคุมและกำกับดูแลมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนที่เกิดขึ้นให้อยู่ในภาวะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อเป็นการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการกระจายอำนาจให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติ กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการเพื่อควบคุมการจัดการเกี่ยวกับมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนให้ถูกสุขลักษณะ หากมีการฝ่าฝืนข้อบัญญัติของท้องถิ่นก็มีมาตรการลงโทษ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 เช่น กรณีประชาชนทั่วไปนำมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนไปทิ้งในที่หรือทางสาธารณะ นอกจากในส่วนราชการท้องถิ่นจัดหาไว้ มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้นนายแพทย์วชิระ กล่าวต่อไปว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่มีสารอันตรายที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้แก่ 1) ตะกั่วทำลายระบบประสาท ต่อมไร้ท่อ ไต ระบบเลือด และการพัฒนาสมองของเด็ก ส่วนพิษเรื้อรังจะค่อยๆ แสดงอาการภายหลังการได้รับสารตะกั่วทีละน้อยจนถึงระยะเวลาหนึ่ง จึงจะแสดงอาการ2) ปรอท เป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา การพูด ทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น ไม่สามารถรักษาให้ดีดังเดิมได้3) คลอรีนอยู่ในพลาสติกพีวีซี ก่อสารมะเร็ง เมื่อพลาสติกถูกเผาจะส่งผลต่อระบบหายใจ ระคายจมูก และทำให้เคลือบฟันผุ4) แคดเมียม มีพิษเฉียบพลัน ทำให้ปอดอักเสบรุนแรง ไตวาย ไตถูกทำลาย5) โบรมีน เป็นสารก่อมะเร็ง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี และรูปทรงของเส้นใยกล้ามเนื้อหัวใจทั้งนี้ วิธีการป้องกันขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำได้โดยให้ลดการนำเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว (End of Life) นํากลับมาใช้ใหม่ (Re-use & Recycle) เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากปริมาณขยะ ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ประเทศไทยได้ทำคือ การจัดทำกรอบระเบียบเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งเป็นกรอบที่รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากระเบียบของสหภาพยุโรป กรอบดังกล่าวประกอบด้วย แนวทางการควบคุมที่ต้นทางโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมภาษีจากผู้นำเข้าสินค้า และผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ แล้วนำเงินไปบริหารจัดการ โดยจะออกกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียม การตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม การจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างทาง โดยจะไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ใช้มาตรการด้านกลไกตลาด และแนวทางสุดท้ายเป็นการควบคุมที่ปลายทางจะสนับสนุนให้เกิดโรงแยกขยะแบบครบวงจร

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์

 


เมืองแห่งขยะอิเล็คทรอนิกส์ในประเทศจีนและประเทศไทย

1.เมืองกุ้ยหยู( Guiyu)มณฑลกวางตุ้งติดชายฝั่งทะเลภาคใต้ของประเทจีน เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองที่ประชาชนอาศัยอยู่โดยมีรายได้จากการแปรสภาพขยะอิเล็คทรอนิกส์ใหญ่ที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2013 โดยมีประชาชนอาศัยอยู่ราว150,000 คนและประมาณ6,000ครอบครัวเป็นเจ้าของธุรกิจในครัวเรือนและทำงานในโกดังคัดแยกและรีไซเคิลขยะจากอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์
1.1)ในแต่ละวันมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำเข้ามามากถึง15,000 ตัน..ธุรกิจคัดแยกโลหะทองจากขยะพิษในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้ทำเงินให้กับเมืองกุ้ยหยูประมาณ 1 พันล้านหยวน หรือประมาณ 130.9ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีโดยแรงงานจีนที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับค่าจ้างวันละ 3เหรียญสหรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจออกกฎหมายคุ้มครองคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานมากนัก และมีแรงงานเพียงบางส่วนที่มีถุงมือบางๆเพื่อป้องกันผิวหนังจากการปนเปื้อนสารพิษ 
1.2)ข่าวจากรอยเตอร์ยังระบุว่าผู้คุมงานแยกขยะจะคอยสอดส่องดูแลไม่ให้คนงานให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วยโดยจะยกประเด็นเรื่องไล่ออกจากงานหรือการเฆี่ยนตีขึ้นมาข่มขู่ เป็นต้น 
1.3)นอกจากนี้สื่อของทางการจีนได้ประมาณตัวเลขผู้เจ็บป่วยจากสารพิษพบว่าแรงงานจะเป็นโรคผิวหนัง โรคเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ มากกว่า 9ใน10ราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เมื่อถูกแยกชิ้นส่วนที่ยังมีมูลค่าออกแล้วมาตรการต่อไปคือกำจัดชิ้นส่วนที่เหลือมักใช้วิธีฝังกลบทั่วไป หรือการเผาที่ขาดมาตรฐานการควบคุม
1.4) ปัจจุบันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561เป็นต้นไป รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายและสั่งคุมเข้มห้ามทำธุรกิจรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือนและโกดังของเก่าที่มีอยู่จำนวนมากและบังคับให้นำไปรีไซเคิลที่โรงงานที่ได้รับอนุญาตจากทางการเท่านั้นทำให้คนในเมืองกุ้ยหยูยากจนลงแต่สุขภาพกลับดีขึ้นมาก
2.ที่ประเทศไทยชาวบ้าน ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ กว่าร้อยละ 90 จำนวน12 หมู่บ้าน1,896 ครัวเรือน..ยึดอาชีพคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้ครอบครัว มานานกว่า 20ปี..สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวมากกว่าเดือนละ 15,000-20,000 บาท
2.1)ในแต่ละวันจะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 200 ตันหรือมากกว่า 2 แสนตันในแต่ละปี นำเข้ามา 4 วิธี คือ1.ชาวบ้านจะออกไปรับซื้อของเก่าเองนำมาคัดแยกขยะ2.กลุ่มคนภายนอกผ่านการรับซื้อแล้วจะนำมาขายต่อให้ชาวบ้านคัดแยก3.กลุ่มนายทุนรับซื้อของเก่า และ4.กลุ่มที่ส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ทางไปรษณีย์ ส่วนใหญ่คือ อุปกรณ์มือถือ อุปกรณ์มือถือ
2.2)ผลตรวจกลุ่มตัวอย่าง129รายของเด็กเล็กทั้งตำบลพบว่าเลือดมีสารตะกั่วถึง21ราย..ทุกวันนี้ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือและยังพบมีอาการทางเดินหายใจในผู้ใหญ่จำนวนมาก
2.3)ประเทศไทยยังไม่มีกฏหมายใดๆมาควบคุมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชนแต่ประเทศจีนจัดการแล้ว..ทุกวันนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศจีนจึงหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยจำนวนมากทั้งโดยถูกและไม่ถูกกฎหมาย

หมวดหมู่: ขยะอิเล็คทรอนิกส์