สถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอยของประเทศไทย

จากสถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทย ข้อมูลของสำนักงานของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ พบว่ามีขยะมูลฝอยปริมาณถึง 26.85 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 73,560 ตันต่อวันนั้น และเกือบร้อยละ 50 ของขยะดังกล่าวได้รับการกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี รวมถึงเหลือตกค้างในพื้นที่ต่างๆ จนก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ตามมา ได้แก่ ขยะล้นประเทศ เห็นได้จากปริมาณขยะเพิ่มขึ้นถึงปีละ 0.6 ล้านตัน และเมื่อมีขยะปริมาณมาก ผลที่ตามมาคือสถานที่กำจัดขยะจำนวน 433 แห่ง ไม่เพียงพอต่อการกำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตามมาด้วยการเผาขยะ จนทำให้เกิดไฟไหม้บ่อขยะในพื้นที่ต่างๆ และจากปัญหาขยะมูลฝอยเหล่านี้ ทำให้ที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาคเอกชนและประชาชนได้ดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศเรื่อยมา การจัดการปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศไทยได้รับดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตาม Roadmap การจัดการของเสียและของอันตรายของประเทศไทย ได้แก่
  1. การดำเนินงานกำจัดขยะมูลฝอยเก่าที่ตกค้าง
  2. สร้างรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมในการจัดการขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นใหม่ ได้แก่ มีการกำหนดพื้นที่กำจัดของเสียอันตรายโดยเฉพาะ การส่งเสริมการจัดการในรูปแบบศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม (Cluster) นอกจากนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) สร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้นแบบ เป็นโครงการ “1 จังหวัด 1 อปท. ต้นแบบ จำนวน 88 แห่ง” เพื่อรณรงค์ลดและคัดแยกขยะมูลฝอยตั้งแต่ต้นทางหรือตั้งแต่บ้านเรือนนั่นเอง และยังส่งเสริมภาคเอกชนในการลงทุนเพื่อผลิตพลังงาน ซึ่งปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้วที่จ.กรุงเทพฯ จ.หาดใหญ่ และจ.ภูเก็ต และอยู่ในระหว่างก่อสร้างอีก 3 แห่ง คือที่ จ.หนองคาย จ.ขอนแก่น และจ.พัทลุง
  3. วางระเบียบและมาตรการการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย โดยการร่างกฎและพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการจัดการขยะมูลฝอย เรื่องขยะเครื่องใช้ไฟฟ้า และขยะจากอุตสาหกรรม เป็นต้น และ
  4. สร้างวินัยคนในชาติเพื่อการจัดการที่ยั่งยืน โดยการลดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน การจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ เป็นต้น
ภาคปฏิบัติในการลดขยะมูลฝอยของประเทศนั้น เริ่มจากการกำจัดขยะที่ตกค้างในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั่วประเทศออกไปกว่า 20 ล้านตันจาก 30 ล้านตันทั่วประเทศ รวมถึงฝังกลบขยะภายในพื้นที่เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับรับขยะใหม่ รื้อร่อนทำเชื้อเพลิงแข็ง หรือไม่ก็ขนย้ายขยะไปกำจัดโดยการฝังกลบหรือเผาในเตาเผาอย่างถูกวิธี มีต้นแบบจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น เพื่อลดขยะที่ต้นทาง การเลี้ยงไส้เดือนโดยใช้ขยะอินทรีย์เป็นอาหารหรือการทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ในครัวเรือนก็เป็นทางเลือกหนึ่ง การคัดแยกขยะขายเพื่อรีไซเคิล รวมไปถึงการมีธนาคารขยะและตลาดนัดรีไซเคิลเพื่อแลกเปลี่ยนและเพิ่มมูลค่าให้แก่ขยะที่ยังสามารถนำไปใช้ได้ ในส่วนของการกำจัดขยะ โรงแยกขยะอ่อนนุช จ.กรุงเทพฯ มีตัวอย่างกรรมวิธีกำจัดขยะมูลฝอยโดยการห่อหุ้มโดยใช้พลาสติก ขณะที่จ.ฉะเชิงเทรานั้นก็มีการฝังกลบขยะมูลฝอยแบบใช้กึ่งใช้อากาศ ด้วยการวางทอระบายน้ำใต้ดินเพื่อให้น้ำชะขยะออกไป และเพื่อให้อากาศหมุนเวียน ส่วนจ.ภูเก็ตและจ.สงขลานั้นมีเตาเผากำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกต้อง และผลิตเป็นพลังงานที่มีคุณภาพต่อไป เป็นต้น  

อีกหนึ่งในการดำเนินการเพื่อให้มีการแก้ไขจัดการกับขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด คือ โครงการ “เมืองสวยใส ไร้มลพิษ (Clean and Green City)” ที่ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่องหลายปี จนถึงล่าสุด คือ ช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 โดยมีกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมจังหวัด ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประสาน สนับสนุน และดำเนินการในหน้าที่ต่างๆ ร่วมกับภาคประชาชน เพื่อเป้าหมายในการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยของแต่ละท้องถิ่น และต้องการให้มีพื้นที่ต้นแบบในการจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกวิธี รวมถึงการมีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมขยะหรือของเสียอันตรายเพื่อส่งกำจัดต่อไปด้วย

โดยมีหลักเกณฑ์การประเมิน ได้แก่ ระบบฐานข้อมูลที่จดบันทึกข้อมูลขยะมูลฝอย การรวบรวมของเสียอันตรายของชุมชน และ การมีรูปแบบการกำจัดขยะมูลฝอยที่เหมาะสม อาทิ การใช้หลัก Reduce Reuse และ Recycle (3Rs) หรือใช้น้อย ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่ตามลำดับ เพื่อลดขยะที่ต้นทาง การขนส่งขยะแบบแยกประเภท เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินโครงการนั้นพบปัญหาสำคัญ ได้แก่ ในระดับปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ให้ความสำคัญกับภารกิจด้านการจัดการขยะมูลฝอยเทียบท่ากับการจัดการด้านสาธารณูปโภคอื่นๆ รวมไปถึงการจัดสรรด้านงบประมาณ และบุคลากรที่ยังขาดคุณวุฒิและองค์ความรู้ในการดำเนินงาน
ก้าวที่สำคัญต่อไป คือ การดำเนินงานตามแผนแม่บทฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ในการให้ความสำคัญกับการสร้างวินัยและการมีส่วนร่วมของคนในชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ เพื่อเสริมสร้างแบบแผนวิถีชีวิตในการลดขยะที่ต้นทางของประชาชน โดยยึดหลักการ 3Rs ใช้สื่อทุกรูปแบบในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สร้างจิตสำนึก และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Waste Society หรือสังคมปลอดขยะ โดยให้ทุกภาคส่วน เช่น เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประจำหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน ศาสนสถาน หรือสถานประกอบการต่างๆ เป็นต้นเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมด้วย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็คือ ผู้นำชุมชน เยาวชน สถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ฯ เป็นต้น ขณะที่พื้นที่ในการดำเนินการนั้น ได้แก่ พื้นที่ 1 จังหวัด 1 อปท. ห้างสรรพสินค้า และขยายจากจ.ขอนแก่นเมืองสะอาด ไปสู่กลุ่มจังหวัด (Cluster Base) ต่างๆ 10 จังหวัด
เป้าหมายสำคัญในระยะ 1 ปี คือ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลดขยะที่ต้นทาง โดยใช้หลักการ 3Rs และเพื่อให้พื้นที่เป้าหมายแต่ละแห่งมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น โดยมีตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณ เช่น นับจำนวนการลดการใช้ถุงพลาสติก จำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้หลัก 3Rs ในการจัดการขยะ จำนวนพื้นที่ หรือโรงเรียน หรือชุมชนที่เป็นต้นแบบในการจัดการขยะเหลือศูนย์ รวมทั้งจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความรู้ ข่าวสาร และมีส่วนร่วมในการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะที่ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ได้แก่ ร้อยละปริมาณของขยะมูลฝอยที่ลดลงและมีการนำกลับมาใช้ใหม่ ร้อยละความพึงพอใจของประชาชนจากการมีวิถีชีวิตในการลดขยะโดยใช้หลัก 3Rs เป็นต้น และสำหรับ่เป้าหมายในระยะ 5 ปีนับแต่ พ.ศ. 2559-2564 ที่สำคัญ คือ “ทุก” พื้นที่อปท. จะยึดหลัก 3Rs ในการกำจัดขยะ ทุกจังหวัดต้องมีพื้นที่และโรงเรียน Eco-School ต้นแบบด้านการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ และขับเคลื่อนมาตรการกฎหมายและมาตรการสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้ประเทศไทยมุ่งสู่ Zero Waste Society ในที่สุด